เขื่อนปากมูลอาจดูเป็นเรื่องเฉพาะของแม่น้ำมูล แต่เมื่อมองไปที่เกาะกาลิมันตันในอินโดนีเซีย หรือชุมชนที่อยู่กับผลของเขื่อนและกากเหมืองในบราซิล คำถามเดียวกันที่ปรากฎซ้ำคือ พื้นที่ของใครถูกเลือกให้ผลิตพลังงาน ใครนับสิ่งที่จะสูญหาย และเมื่อโครงการเดินหน้าแล้ว คนที่ต้องอยู่กับผลกระทบมีอำนาจเปลี่ยนอะไรได้บ้าง
ช่วงท้ายของเวที ‘36 ปีเขื่อนปากมูล: บทเรียนสู่อนาคตของแม่น้ำโขงที่ยังถูกกั้น’ เฮนโดร ซังโกโย จากอินโดนีเซีย และเลติเซีย โกเมซ เดอ ฟาเรีย จากบราซิล พาออกจากปากมูลไปเห็นทั้งพื้นที่ที่กำลังเผชิญแผนสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ และขบวนการประชาชนที่เรียนรู้จะต่อสู้ข้ามประเทศ บทเรียนของสองคนนี้บอกว่า การปกป้องแม่น้ำต้องเริ่มก่อนความเสียหายเกิด และไม่อาจจบลงเพียงการจ่ายค่าชดเชยหลังจากนั้น
📌 แผนที่เห็นพื้นที่น้ำท่วม แต่ไม่เห็นวิถีชีวิตและเครือญาติของผู้คน
ดร.เฮนโดร ซังโกโย จาก School of Democratic Economics ประเทศอินโดนีเซีย เริ่มด้วยภาพชีวิตของผู้คนในป่าทางตอนเหนือของเกาะกาลิมันตัน บ้านของพวกเขาอาจตั้งอยู่ริมแม่น้ำ แต่พื้นที่ที่ใช้หาเลี้ยงชีพกว้างไปกว่านั้นมาก ชาวปูนัน (Punan) เข้าไปหาสัตว์และอาหารในป่า ใช้เส้นทางร่วมกับคนในชุมชน และติดต่อกับญาติพี่น้องในพื้นที่ใกล้เคียงมาหลายรุ่น เฮนโดรลองทำแผนที่เส้นทางล่าสัตว์สายหนึ่งที่ชุมชนใช้ร่วมกัน พบว่ายาวราว 42 กิโลเมตร และนี่เป็นเพียงพื้นที่หากินของคนกลุ่มหนึ่งในบรรดาหลายกลุ่มที่อยู่บริเวณนั้น
เขาตั้งคำถามต่อวิธีประเมินผลกระทบของเขื่อน ว่าหากดูเพียงว่าหมู่บ้านไหนจะถูกน้ำท่วม ก็อาจสรุปว่าคนที่บ้านยังอยู่ไม่ได้รับผลกระทบ ทั้งที่ป่าซึ่งเคยหาอาหารหรือเส้นทางที่เคยใช้เดินทางอาจเปลี่ยนไป เฮนโดรเล่าว่าเขาและทีมลงพื้นที่คุยกับผู้คน ใช้โดรนสำรวจ และทำแผนที่เพื่อดูว่าชุมชนใช้พื้นที่ตรงไหนบ้าง จากข้อมูลที่รวบรวม เขาประเมินว่าพื้นที่ที่อาจได้รับผลจากเขื่อนเมินตารังอินดุก (Mentarang Induk Dam) กว้างกว่าที่ระบุในรายงานประเมินผลกระทบถึง 20 เท่า
แม่น้ำก็มีพื้นที่ชีวิตในแบบของมัน เฮนโดรเล่าถึงแก่ง วังน้ำ และลำน้ำสาขาที่เชื่อมกับแม่น้ำเมินตารัง ปลาอาศัยบริเวณเหล่านี้เป็นที่อยู่และแหล่งอาหาร ส่วนคนก็อาศัยปลาและแม่น้ำในการดำรงชีวิต หากสร้างเขื่อนจนระดับน้ำและสภาพของแก่งเปลี่ยนไป สิ่งที่ชุมชนเสียจึงอาจไม่ใช่เพียงจุดหนึ่งบนแผนที่ แต่เป็นแหล่งอาหารและความสัมพันธ์ที่เคยมีกับแม่น้ำทั้งสาย
📌 เขื่อนสองโครงการอาจคนละชื่อ แต่ผลกระทบอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ในกาลิมันตันเหนือ ดร.เฮนโดร ซังโกโย ชวนมองเขื่อน เมินตารังอินดุก (Mentarang Induk) และ กายัน (Kayan) พร้อมกัน โครงการทั้งสองอยู่ห่างกันราว 50 กิโลเมตร โดยฝั่งกายันมีแผนสร้างเขื่อนต่อเนื่องกันหลายแห่ง หากศึกษาผลกระทบแยกทีละเขื่อน เราอาจเห็นเพียงว่าจุดไหนจะถูกน้ำท่วม แต่ไม่เห็นว่าป่า แม่น้ำสายหลัก และลำน้ำสาขาที่ผู้คนใช้ร่วมกันจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อมีเขื่อนหลายแห่งในพื้นที่ใกล้กัน
แล้วไฟฟ้าที่ผลิตได้จะไปไหน เฮนโดรเล่าว่าโครงการเมินตารังอินดุกถูกวางให้ผลิตไฟฟ้าป้อนนิคมอุตสาหกรรมที่นำเสนอภาพการพัฒนาสีเขียว สำหรับเขา คำว่า ‘สีเขียว’ ยังตอบไม่ครบว่าใครต้องเสียพื้นที่เพื่อสร้างเขื่อน ใครจะได้ใช้ไฟฟ้า และโรงงานที่ใช้ไฟนั้นผลิตอะไร โครงการเมินตารังอินดุกมีกำลังผลิต ตามแผน 1,375 เมกะวัตต์ ส่วนชุดโครงการกายันมีขนาดใหญ่กว่านั้น ตัวเลขเหล่านี้บอกขนาดไฟฟ้าที่ตั้งใจจะผลิต แต่ไม่บอกขนาดความเปลี่ยนแปลงที่คนอยู่ริมแม่น้ำจะต้องเผชิญ
เฮนโดรพาไปดูแผนเขื่อนในลุ่มน้ำมัมเบราโมบนเกาะปาปัวต่อ พื้นที่นั้นไม่ได้มีเพียงศักยภาพผลิตไฟฟ้า แต่ยังมีทรัพยากรที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ เขาตั้งข้อสังเกตว่า บางโครงการเริ่มจากการมองว่าพื้นที่นี้สร้างไฟฟ้าและดึงเงินลงทุนได้มากแค่ไหน แล้วจึงค่อยหาว่าใครจะเป็นผู้ซื้อไฟ ดังนั้นก่อนจะบอกว่าเขื่อนจำเป็นต้องสร้าง เขาชวนถามให้ชัดว่า ไฟฟ้านั้นจำเป็นต่อใครกันแน่?
📌 บราซิลเตือนว่าแม้เขื่อนแตกไปแล้ว ความเสียหายก็ยังไม่จบ
เลติเซีย โกเมซ เดอ ฟาเรีย จากขบวนการประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนในบราซิล พาไปฟัง ‘ชีวิตหลังความเสียหายเกิดขึ้น’ เธอเล่าถึงเหตุภัยพิบัติเขื่อนมาเรียนา (Mariana) และ เขื่อนบรูมาจินโญ (Brumadinho) สองโศกนาฏกรรมเขื่อนกักเก็บกากแร่ (Tailings Dam) ถล่มครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศบราซิล โดยสิ่งที่ทะลักออกมาไม่ใช่น้ำธรรมดา แต่เป็นกากจากกิจกรรมเหมืองที่ไหลผ่านพื้นที่ของผู้คน เราชอบท่อนนี้ เก็บไว้เหมือนเดิม
ภาพเขื่อนแตกอาจเป็นข่าวอยู่เพียงช่วงหนึ่ง แต่คนในพื้นที่ต้องอยู่กับปัญหาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น จะใช้น้ำได้เมื่อไร จะหาอาหารจากที่ไหน และจะมั่นใจได้อย่างไรว่าบ้านยังเป็นที่ที่อยู่ได้ เลติเซียบอกว่าแม้เวลาผ่านไป ผู้ได้รับผลกระทบก็ยังเรียกร้องการเยียวยา โดยเฉพาะ ‘การเยียวยาทั้งชุมชน’ เพราะการจ่ายเงินให้ผู้เสียหายแต่ละคนยังไม่ตอบโจทย์ที่ว่าจะฟื้นแหล่งอาหาร วิถีชีวิต และพื้นที่ที่เคยใช้ร่วมกันอย่างไร
เรื่องนี้ทำให้หวนคิดถึงปากมูล แม้ความเสียหายจะเกิดคนละแบบ คนริมมูลได้รับค่าชดเชยบางส่วนแล้ว แต่ยังเรียกร้องให้เปิดประตูเขื่อนเพื่อให้ปลาเดินทางกลับมา ส่วนชุมชนในบราซิลก็ยังต้องต่อสู้เพื่อฟื้นชีวิตหลังเขื่อนกากแร่แตก ค่าชดเชยจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ หากแม่น้ำและสิ่งที่ผู้คนเคยพึ่งพายังกลับมาไม่ได้
📌 เมื่อเขื่อนสร้างปัญหาคล้ายกันในหลายประเทศ
เลติเซียเล่าว่า ขบวนการในบราซิลเริ่มเชื่อมกับผู้ได้รับผลกระทบในประเทศอื่น เพราะพบเรื่องคล้ายกันซ้ำๆ ทั้งปลาและรายได้ที่หายไป มลพิษ ความยากลำบากในการเรียกร้องการเยียวยา และการต้องต่อรองกับบริษัทหรือรัฐที่มีอำนาจเหนือชุมชนมาก ประสบการณ์ร่วมเหล่านี้ทำให้การต่อสู้ขยายจากระดับประเทศไปสู่ระดับทวีป และต่อมาเป็นความพยายามสร้างขบวนการระหว่างประเทศ
ในการพบปะผู้ได้รับผลกระทบครั้งที่สี่ ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล เมื่อปี 2568 มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คนจาก 45 ประเทศในห้าทวีป พวกเขาไม่ได้มาพบกันเพียงเพื่อเล่าเรื่องความเดือดร้อน แต่เพื่อแลกวิธีจัดตั้ง การต่อสู้เพื่อสิทธิ และทางเลือกด้านพลังงานที่ประชาชนร่วมกำหนด
เลติเซียอธิบายว่าขั้นต่อไปต้องเริ่มจากการทำให้ผู้ได้รับผลกระทบในแต่ละประเทศรวมตัวกันให้ได้จริงๆ โดยให้คนที่รับผลหนักที่สุดมีบทบาทนำ เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงและเยาวชน และฝึกผู้นำที่กลับไปทำงานกับชุมชนของตัวเองได้ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงไม่ได้หมายถึงการมีชื่อองค์กรอยู่บนปฏิญญาฉบับเดียวกัน แต่หมายถึงการที่ชุมชนซึ่งเคยต้องสู้ลำพังสามารถส่งต่อความรู้ คน และกำลังใจให้กันได้
เลติเซียปิดท้ายด้วยถ้อยคำที่ขบวนการใช้ร่วมกันว่า ‘น้ำและพลังงานไม่ใช่สินค้า’ เมื่อฟังเรื่องเล่าจากทั้งเวที ประโยคนี้ชวนให้เรามองว่าแม่น้ำไม่ได้มีค่าเพียงไฟฟ้าที่ผลิตได้ แต่มันยังเป็นทางเดินของปลา แหล่งอาหาร และพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งต้องถูกนับรวมด้วยก่อนตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนแม่น้ำไปเพื่อใคร



