เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 กิจกรรมงาน “รวมพลคนกินปลา แม่น้ำมูน-โขง” ที่บริเวณท่าหาปลาริมแม่น้ำมูล บ้านวังสะแบงใต้ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี จัดขึ้นโดยชาวบ้านคนหาปลาลุ่มน้ำมูน ร่วมกับเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่โขง
ภายในงานเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียน เส้นทางการต่อสู้กับโครงการพัฒนาโดยเฉพาะเขื่อน และข้อเสนอเพื่อร่วมกันติดตามต่อในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนลุ่มน้ำมูน ผ่านตลาดริมมูน และการประกวดเมนูอาหารจากปลาแม่น้ำมูน-โขง โดยเชฟชุมชนและเชฟคนรุ่นใหม่เนื่องในโอกาสเปิดประตูเขื่อนปากมูลเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ในส่วนเวทีเสวนาแลกเปลี่ยน มีตัวแทนหลายส่วนทั้งจากฝั่งผู้ที่ขับเคลื่อนและต่อสู้เรื่องเขื่อนปากมูลและเขื่อนราษีไศล ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากในเมืองและนักวิชาการมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางแก้ไขกับปัญหาที่เกิดขึ้น
“จริงๆ แล้ว แม่น้ำมูนในอดีตเคยมีความอุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งภาพความอุดมสมบูรณ์เหล่านั้นคือเหตุผลที่เรายังพยายามจัดงานกินปลาในวันนี้ เพื่ออยากให้พี่น้องหลายๆ กลุ่มได้มาเห็นว่า บ้านวังสะแบงใต้และสายน้ำมูนแห่งนี้ คือสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตและสร้างอาชีพให้คนในชุมชนมีกินมีใช้โดยไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลยจนกระทั่งมีการสร้างเขื่อน”
สมปอง เวียงจันทร์ จากสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูลและในฐานะคนหาปลากล่าวถึงความอุดสมบูรณ์ของแม่น้ำมูนในอดีต ที่หล่อเลี้ยงผู้คนตลอดริมน้ำมูน เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและทำมาหากินได้ตลอดทั้งปี เกิดวัฒนธรรมคนริมมูน แต่ในวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ต้องเผชิญกับการเข้ามาของคำว่าพัฒนาที่ทำให้พื้นที่เปลี่ยนไปและทำลายวิถีของคนริมมูน
“ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา กว่าจะมีการเปิดประตูเขื่อนในแต่ละปี ฉันต้องต่อสู้และเผชิญความขัดแย้งกับคนในชุมชนเดียวกันเอง คนหนึ่งอยากให้ปิด อีกคนอยากให้เปิด มันเป็นเรื่องที่ลำบากใจมาก ฉันจึงพยายามหาหน่วยงานที่เป็นกลาง และได้พูดคุยกับประมงจังหวัดอยู่ตลอดเวลาว่า ก่อนจะสร้างเขื่อนคุณต้องศึกษาเรื่องผลกระทบต่อสัตว์น้ำให้ชัดเจน ฉันเตือนเสมอว่า หากมีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงอีก มันจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงลำน้ำมูนและแม่น้ำสาขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะปลาจากแม่น้ำโขงจะต้องว่ายเข้ามาวางไข่ในแม่น้ำมูน”

นอกจากการต่อสู้เขื่อนปากมูล ยังมีสิ่งที่ชุมชนในพื้นที่นั้นกังวลคือ อนาคตหากมีการสร้างเขื่อนพูงอยขึ้นมาจะทำอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องของนอกประเทศ การจัดการและกฎหมายในการเปิดปิดเขื่อนอาจไม่ง่ายนักเหมือนกรณีเขื่อนปากมูล
“สุดท้ายนี้ ฉันไม่ได้อยากพูดแค่เรื่องการต่อสู้ แต่อยากชวนพวกเราคิดว่าจะหาทางแก้ไขปัญหานี้อย่างไรในอนาคต เราจะทำอย่างไรให้เกิดการเปิดเขื่อนปากมูลอย่างถาวรได้ อยากฝากถึงหน่วยงานรัฐและนักวิชาการทุกท่านที่ติดตามเรื่องเขื่อนปากมูลมาโดยตลอด ขอให้มองเห็นความสำคัญเรื่อง ‘ปากท้องของชาวบ้าน’ เป็นอันดับแรก เพราะนี่คือเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเราค่ะ”
อีกฝั่ง นางผา กองธรรม ตัวแทนจากสมัชชาคนจน กรณีการต่อสู้เรื่องเขื่อนราษีไศล ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น ‘เขื่อนน้อง’ ของเขื่อนปากมูล ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเขื่อนทั้งสองแห่งนั้นมากมาย เพราะ ‘ปากน้ำมูน’ คือประตูสำคัญที่เปิดให้ปลาจากแม่น้ำโขงเดินทางขึ้นมาวางไข่ มาทำมาหากิน และเลี้ยงดูผู้คนตลอดสายน้ำทุกสาย แต่พอปากน้ำเจอปิดกั้น พี่น้องตลอดลำน้ำมูนตอนบนก็ได้รับความเสียหายทั้งหมด ปลาตัวใหญ่ๆ ที่เราเคยเห็นก็ค่อยๆ สูญหายไป
“ที่แย่กว่านั้นคือ ตอนนี้เขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนาไม่มีกติกาการเปิด-ปิดเขื่อนที่แน่นอนอีกแล้ว จากแต่ก่อนที่เคยมีข้อตกลงชัดเจนว่า ‘ปิด 8 เดือน เปิด 4 เดือน’ เหมือนเขื่อนปากมูล แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว และการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันยังสร้างความแตกแยกในชุมชน โดยเอาชาวบ้านฝั่งเหนือน้ำมากดดันชาวบ้านฝั่งท้ายน้ำ”

และอีกเรื่องที่ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งคือ เราต้องร่วมกันคัดค้านไม่ให้เกิด ‘เขื่อนพูงอย’ ในฝั่งลาวเด็ดขาด เพราะต่อให้เราเปิดเขื่อนปากมูลได้สำเร็จ แต่ถ้าเขื่อนพูงอยถูกสร้างขึ้นกั้นแม่น้ำโขงไว้ ปลาก็ไม่มีทางว่ายผ่านเขื่อนพูงอยเข้ามายังแม่น้ำมูนได้อยู่ดี เราต้องยืนยันว่าผลกระทบมันข้ามมาถึงฝั่งไทย และเราไม่ยอมให้สร้างเด็ดขาด เพราะเขื่อนพูงอยไม่ได้สร้างความเดือดร้อนแค่กับคนแม่น้ำมูนเท่านั้น แต่มันจะทำลายระบบนิเวศและเส้นทางเดินปลาของแม่น้ำโขงทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ระดับภูมิภาคจริงๆ”
เช่นเดียวกับ นายไว ป้องพิมพ์ ผอ. โฮงเฮียนชุมชนฮักน้ำของบ้านตามุย อธิบายเสริมถึงสถานการณ์การสร้างเขื่อนสาละวัน ที่ได้มีเจ้าหน้าที่ลงมาสำรวจพื้นที่เรียบร้อยเพื่อเตรียมที่จะสร้างเขื่อนนี้ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างไทยกับลาว โดยเขื่อนนี้จะตั้งอยู่ห่างจากใต้หมู่บ้านตามุยลงไปเพียงแค่ประมาณกิโลเมตรครึ่งเท่านั้น
“นี่คือวิกฤตและความเดือดร้อนครั้งใหญ่ของคนแม่น้ำโขงที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทุกวันนี้ชาวบ้านเดือดร้อนกันมากอยู่แล้ว ปลาก็หากินแสนยาก ซ้ำร้ายการจับปลาในปัจจุบันยังเปลี่ยนไป มีการทำลายล้างหลายรูปแบบ ทั้งใช้ไฟช็อต ใช้เครื่องดูดพ่น และการดักตาข่ายถี่ (มอง) จนปลาในแม่น้ำโขงเสียหายย่อยยับไปหมด แล้วเราจะไปต่อต้านเขาได้อย่างไรในเมื่อเขาลงสำรวจเสร็จสิ้นไปหมดแล้วทั่วอำเภอโขงเจียมของเรา”

เมื่อพูดถึงเขื่อนข้อเรียกร้องที่สำคัญคือช่วงเวลาของการเปิดปิดเขื่อนที่ชุมชนเรียกร้อง ดร.ชัยวุฒิ กรุดพันธ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ชี้ให้เห็นว่า แม่น้ำมูนนั้นนอกจากเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญที่ชุมชนไปใช้ประโยชน์แล้ว ยังสัมพันธ์กับระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์ปลาที่หล่อเลี้ยงวีถีชีวิตผู้คนริมมูล รวมถึงการเจอปลาหมากผางนั้นสามารถอธิบายความสำคัญของการเปิดเขื่อน
บริเวณปากมูน เราเรียกว่า “ปากมูนมรดก” และยังเป็นปากท้องของคนในชุมชนจำนวนมากที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ เวลาเรามองแม่น้ำมูน หลายคนอาจนึกถึงป่าบุ่งป่าทาม ซึ่งเป็นบริเวณสำคัญสำหรับการผสมพันธุ์และวางไข่ แต่จริงๆ แล้ว นี่เป็นลักษณะพิเศษของแม่น้ำมูน แม่น้ำชี และลำน้ำสาขาต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายเหมือนเส้นเลือดในร่างกาย ดังนั้น แม่น้ำสายเล็กจึงไม่ได้มีบทบาทน้อยกว่าแม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำโขง และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนย้ายของสัตว์น้ำในแต่ละฤดูกาล ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด

ดังนั้น สิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนหรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอื่นๆ รวมถึงพื้นที่น้ำท่วมซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดและแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำหลายชนิด หากปัจจุบันถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ก่อให้เกิดปัญหาและมีน้ำท่วมซ้ำซาก จนเราเริ่มเข้าไปจัดการและจำกัดการใช้ประโยชน์พื้นที่เหล่านั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำหลายชนิดในภาพรวม
ดร.ชัยวุฒิ เล่าว่า มีปลาชนิดหนึ่งที่น่าสนใจในเรื่องการเปิดเขื่อน คือ “ปลาหมากผาง” ปีนี้ โดยเฉพาะบริเวณโขงเจียม มีช่วงหนึ่งที่ชาวบ้านจับปลาหมากผางได้เป็นจำนวนมาก หากคุ้นเคยกับลำน้ำโขงหรือน้ำมูน ปลาหมากผางเป็นปลาปกติที่เรารู้จักกันดี แต่เมื่อขึ้นไปทางแม่น้ำชีและแม่น้ำมูนตอนบน ด้วยระยะเวลาที่ปลาหมากผางหายไปจากสายน้ำนานมาก จนหลายคนเริ่มกลับมารู้จักปลาชนิดนี้อีกครั้งจากสารคดี และเรียกมันว่า “ปลาทูน้ำจืด” ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดร.ชัยวุฒิเล่าว่า ได้ตามไปดูการหาปลาบริเวณสันเขื่อนราษีไศล พบว่าปลาหมากผางเป็นปลาชนิดหนึ่งที่กลับมา ทำให้ชาวบ้านรุ่นใหม่ที่เข้ามาเป็นชาวประมงหรือคนหาปลาได้พบเห็นปลาชนิดนี้อีกครั้ง

ปลาหมากผางถ้าอยู่ในภาคใต้จะเรียกว่า “ปลาตะลุมพุก” ส่วนคนจีนในกรุงเทพฯ เรียกว่า “ปลาชิคัก” ซึ่งเป็นปลาที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่เป็นคนละชนิดกัน ปลาหมากผางเป็นหนึ่งชนิดที่อยู่ในบัญชีสัตว์น้ำที่ใกล้สูญพันธุ์
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ปลาสามารถผ่านขึ้นไปได้ และกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่มันเคยหายไป คำถามคือ ก่อนหน้านี้มันหายไปเพราะอะไร หากมันถูกปิดกั้น แล้วเมื่อมีการเปิดทางให้กลับคืนมา แสดงว่าพื้นที่เหล่านั้นยังมีองค์ประกอบบางอย่างที่ทำให้มันสามารถดำรงชีวิตและอยู่รอดได้
“ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่เราควรร่วมมือกันในหลายภาคส่วน เพื่อติดตามผลกระทบ ศึกษาการเปลี่ยนแปลง และหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ ปลาหมากผางจึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของปลาที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างแม่น้ำ การเปิดเขื่อน การเคลื่อนย้ายของสัตว์น้ำ และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่”
เสียงข้างต้นสะท้อนจากกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ริมน้ำมูลและได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน อีกฝั่ง นางบุญทัน เพ็งธรรม เครือข่ายอาสาสมัครชุมชนป้องกันภัยพิบัติ ได้เล่ามุมมองจากคนในเมืองที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย รายได้ที่หายไป รวมถึงปลาที่ในตอนนี้ในพื้นที่เหลือน้อยลง หาเจอเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น
ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาที่อยู่กับพี่น้องมาอย่างยาวนาน ตอนนั้นยังไม่มีเขื่อนปากมูล น้ำมาก็ไหลกลับไป และวิถีชีวิตเดิมของเราก็ยังดำเนินต่อไป ปลามีอยู่หลายพันธุ์ขึ้นมาให้คนในเมืองได้จับกิน เพราะเราก็มีอาชีพเป็นชาวประมง แม่น้ำมูลหล่อเลี้ยงคนในชุมชนมาตลอด ตั้งแต่พื้นที่ลุ่มน้ำมูลลงมาจนถึงที่นี่ ทำให้พวกเรามีแหล่งทำมาหากิน
แต่หลังจากมีเขื่อนปากมูล ปลาต่างๆ ก็หายไป นี่เป็นสิ่งที่คนในเมืองสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้เกิดเฉพาะในชุมชนหรือหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่ง แต่คนในเมืองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

“ทุกวันนี้ปลาในพื้นที่แทบไม่มี เหลือเพียงปลาที่หาได้ตามป่าหรือหนอง เช่น ปลาซิว ปลาขาว และปลาอีกบางชนิด แต่ปลาที่เคยมีจำนวนมากแทบไม่ปรากฏให้เห็นเหมือนเดิม เมื่อก่อนเราสามารถหากินได้หลายวิธี ทั้งตกเบ็ด ใส่ตุ้ม ใส่ตาข่าย หรือใช้ไหลมอง แต่ทุกวันนี้วิถีเหล่านี้แทบหายไปหมด”
การมีเขื่อนปากมูลทำให้พี่น้องต้องเปลี่ยนอาชีพ จากที่เคยทำประมงต้องหันไปค้าขาย รับจ้าง หรือประกอบอาชีพอื่น เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน และพี่น้องก็พยายามต่อสู้กับปัญหาน้ำมาโดยตลอด
เมืองอุบลเป็นเมืองที่มีการเปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่หลายคน ชุมชนเคยทำหนังสือไปถึงผู้ว่าฯ เรื่องปัญหาน้ำท่วม ซึ่งผู้ว่าฯ ก็รับเรื่องไว้ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนผู้ว่าฯ ปัญหาก็กลับเข้าสู่วัฏจักรเดิม คนอยู่ในพื้นที่อย่างไรก็ยังอยู่กันอย่างนั้น และไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะอยู่ในเมือง แต่ความยากลำบากก็ไม่ได้แตกต่างกัน โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม และเมื่อมีเขื่อนราษีไศลเข้ามาเพิ่ม จากเดิมที่พี่น้องประสบปัญหาจากเขื่อนปากมูลอยู่แล้ว คนในเมืองก็ยิ่งมีความวิตกกังวลว่าจะสามารถอยู่ต่อไปได้อย่างไร
ชุมชนในเมืองอุบลมีช่วงน้ำท่วมประมาณเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม รวมแล้วบางพื้นที่ต้องอยู่กับน้ำท่วมนานถึง 3 เดือน มีการเตรียมการและซ้อมแผนอพยพ แต่ไม่ว่าจะเตรียมพร้อมแค่ไหน สุดท้ายก็ยังท่วมเหมือนเดิม
น้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ต้นน้ำ ตั้งแต่เขื่อนราษีไศลและพื้นที่ทางโคราชลงมา อาจสะท้อนให้เห็นว่าการประสานงานหรือการบูรณาการจัดการน้ำระหว่างพื้นที่ยังไม่เพียงพอ ต่อให้มีการซ้อมแผนอพยพและเตรียมความพร้อมอย่างดี ชุมชนก็ยังต้องเผชิญกับน้ำท่วมซ้ำซาก
ผลที่ตามมาคือการทำมาหากินลำบากขึ้น มีหนี้สินเพิ่มขึ้น และไม่ได้แตกต่างจากพี่น้องทางปากมูลมากนัก เพียงแต่ในพื้นที่เมือง ปัญหาความไม่มั่นคงของที่อยู่อาศัยและสภาพบ้านเรือนที่ทรุดโทรมยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อน
ความทุกข์ยากจึงซ้อนทับกันอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ น้ำท่วมซ้ำซาก ปัญหาที่อยู่อาศัย และปัญหาการทำมาหากิน ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า หากยังไม่มีการแก้ไขเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ความลำบากก็จะส่งต่อกันมาตั้งแต่พื้นที่ตอนบนลงมาจนถึงพื้นที่ปลายน้ำ เพราะเมืองอุบลราชธานีและเมืองวารินชำราบเป็นพื้นที่รองรับน้ำ เป็นพื้นที่ปลายน้ำที่ต้องรับน้ำเป็นลำดับสุดท้าย

อาจารย์ชัยพันธ์ ประภาสะวัต ศิลปิน และนักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวในแง่ของกฎหมายและหลักรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า เมื่อการดำเนินโครงการของรัฐส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รัฐต้องจัดทำการประเมินผลกระทบที่เกี่ยวข้อง ทั้ง EIA, EHIA รวมถึงการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของประชาชน ฉะนั้นการที่ปลาหายไปก็เป็นผลกระทบอย่างหนึ่ง
กรณีของญี่ปุ่น เมืองคุมาโมโตะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยเกิดแผ่นดินไหว มีเขื่อนแห่งหนึ่งขนาดไม่ใหญ่มากสร้างมาได้ประมาณ 30 ปี สุดท้ายตัดสินใจรื้อเขื่อน ด้วยเหตุผลเพราะประชาชนนั้นได้รับผลกระทบจากเขื่อนคือปลาเคยขึ้นไปวางไข่ด้านบน แล้วไหลลงมาตามแม่น้ำและออกสู่ทะเล แต่เมื่อปลาไม่สามารถผ่านเขื่อนได้ มันก็ไปกองอยู่บริเวณปากอ่าว ตรงพื้นที่น้ำกร่อย ชาวบ้านจึงต้องใช้รถบรรทุกขนาดเล็ก เอาผ้าใบไปตักปลาแล้วขนไปปล่อย เพื่อให้ปลาสามารถเดินทางต่อและมีปลาไว้กิน ประชาชนจึงต่อสู้จนรัฐบาลยอมรับว่าการสร้างเขื่อนเป็นความผิดพลาด
หลังจากรื้อเขื่อน สิ่งที่เกิดขึ้นคือบริเวณริมตลิ่งทั้งหมดกลับมาเปลี่ยนแปลง พืชพรรณ ตะไคร่น้ำ และระบบนิเวศต่างๆ กลับมา พื้นที่เคยถูกปกคลุมด้วยตะกอนและโคลน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับพันธุ์ปลาเท่านั้น มันเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คน และทรัพยากรธรรมชาติด้านอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องกันเป็นระบบ

ผู้อภิปรายคนสุดท้าย หาญณรงค์ เยาวเลิศ รองประธานมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ เล่าในมุมของการเปิดเขื่อน ที่ไม่ได้หมายถึงแค่น้ำไหล แต่หมายถึงปลา อาชีพ อาหาร และวิถีชีวิตของคนริมแม่น้ำที่กลับมา รวมถึงกลไกการทำงานระหว่างรัฐและชุมชนต้องเกิดขึ้น และสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วม
ในตอนนี้เขื่อนปากมูลมีอายุเกินกว่า 30 แล้ว ตอนนั้นมีการนำถ่านหินลิกไนต์จากแม่เมาะมาใช้เป็นวัสดุทดลองในการก่อสร้างเขื่อน โดยเขื่อนปากมูลเป็นหนึ่งในเขื่อนแรกๆ ที่ใช้วัสดุประเภทนี้ วัสดุเหล่านี้มีอายุการใช้งานและเสื่อมสภาพตามเวลา ดังนั้นในแง่สภาพของตัวเขื่อนเอง เขื่อนปากมูลก็ผ่านช่วงอายุการใช้งานที่ควรจะเป็นมาแล้ว
หาญณรงค์ เล่าว่าได้ไปบริเวณแม่น้ำสองสี เห็นชาวบ้านกำลังจับปลา นับเรือที่ลอยอยู่ในบริเวณลำน้ำใกล้กับวัดโขงเจียมและบริเวณแพได้ประมาณ 40 ลำ และได้กินปลาอีตู๋ที่ชาวบ้านต้มให้กิน และยังไปเยี่ยมชมที่เขื่อนปากมูล เห็นระดับน้ำยังไม่สูงมาก และยังไม่ผ่านบันไดปลาโจน หากจะผ่านขึ้นไปได้จริงๆ อาจต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน ขณะเดียวกัน น้ำก็ไหลผ่านประตูเขื่อนที่ยกขึ้นทั้ง 8 บาน เมื่อเห็นสภาพแล้ว จึงรู้สึกว่าไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่เคยเรียกร้องมาตลอดกว่า 30 ปี นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสมัชชาคนจน แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบเขื่อนยังไม่เปลี่ยน ยังเป็นหน่วยงานเดิม จึงเป็นเหตุผลที่ต้องเดินหน้าติดตามและกดดันต่อไป
มาวันนี้ในงานกินปลาของชาวบ้านแม่น้ำมูน หาญณรงค์นึกถึงช่วงที่เคยเปิดเขื่อนปากมูลเป็นเวลา 2 ปี และมีการสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้น ตอนนั้นบ้านไหนได้กินปลา บ้านนั้นก็ได้กินจริงๆ เป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อเปิดเขื่อนปลาก็สามารถขึ้นมาได้ ไม่ใช่เรื่องที่พูดกันลอยๆ
“เมื่อก่อนถังสีส้มที่ใช้รับซื้อและขนส่งปลาไปภาคกลางจะวางอยู่แทบทุกบ้าน แต่พอปิดเขื่อน ถังสีส้มก็เริ่มหายไปทีละใบสองใบ และไม่ถึงหนึ่งปี ถังสีส้มก็แทบหายไปหมด แต่วันนี้ถ้าไปดูที่อำเภอโขงเจียม ร้านรับซื้อปลามีถังสีส้มวางอยู่เป็นสิบใบ นั่นหมายความว่า การจับปลาได้กลับมาเป็นรายได้ของชาวบ้าน และกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในพื้นที่”
หาญณรงค์ ย้ำว่าสิ่งที่ชุมชนพูดถึงไม่ใช่แค่เงินชดเชย แต่เป็นการชดเชยต่อการสูญเสียโอกาสอย่างแท้จริง ทั้งในการประกอบอาชีพ การมีอาหารจากแม่น้ำ และเสียโอกาสในการดำรงวิถีชีวิตของชุมชน นี่คือสิ่งที่ชุมชนต้องการเรียกร้องและต้องเดินหน้าต่อไป ฉะนั้น การกินปลาและการกลับมาดำเนินวิถีชีวิตของชาวบ้าน เมื่อมาเห็นภาพแบบนี้แล้ว ทำให้รู้สึกว่าพื้นที่มีชีวิตชีวาเป็นวิถีชาวบ้านจริง
“ที่ผ่านมา เราพยายามเสนอให้มีการเปิดเขื่อน 8 เดือน ปิด 4 เดือน แต่ปรากฏว่าราชการกลับเสนอแนวทางตรงกันข้าม คือเปิด 4 เดือน ปิด 8 เดือน และเมื่อถึงเวลาที่ควรเปิดก็ยังไม่ยอมเปิด ผมคิดว่าการเปิดเขื่อนต้องเข้าใจธรรมชาติของแม่น้ำมูนด้วย แม่น้ำไม่ได้หมายความว่า พอเปิดเขื่อนแล้วน้ำจะไหลลงไปหมดทันที มันต้องค่อยๆ เปิด และให้น้ำมีเวลาไหลตามระบบของลำน้ำ”
การเปิดเขื่อนช้าจึงมีผลกระทบต่อพี่น้องที่อยู่ตอนกลางของลำน้ำอย่างแน่นอน โดยเฉพาะพื้นที่ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับอำเภอวารินชำราบ ซึ่งพี่น้องที่อยู่บริเวณนั้นต้องเผชิญกับน้ำท่วมทุกปี หาญณรงค์จึงไม่อยากให้เรื่องการเปิดเขื่อนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างคนแต่ละพื้นที่ แต่ควรยึดหลักว่า เมื่อถึงเวลาที่ควรเปิดก็ควรเปิด เพราะการเปิดเขื่อนมีความหมายต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน
“ส่วนสถานการณ์ในวันนี้ ผมคิดว่าเมื่อมีคณะกรรมการลุ่มน้ำตอนบนแล้ว จะคิดเฉพาะเรื่องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรอย่างเดียวไม่ได้ ประมงก็เป็นอาชีพหนึ่งที่อยู่กับลำน้ำ จึงควรนำเรื่องอาชีพประมงและวิถีชีวิตของชาวประมงมาพิจารณา ข้อเรียกร้องแบบนี้จึงต้องพูดกันให้ชัด และอาจต้องใช้กระบวนการต่างๆ เพื่อทำให้เกิดเวทีพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง การจะทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ จึงต้องระดมคนและสร้างพลังร่วมกันพอสมควร”
ปัญหาอย่างหนึ่งของการทำงานกับรัฐบาลคือ เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล คณะกรรมการต่างๆ ก็ต้องแต่งตั้งใหม่เกือบทั้งหมด กว่าจะตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ได้ก็ใช้เวลาหลายเดือน ดังนั้น การแต่งตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก็ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่พอเปลี่ยนรัฐบาลแล้วทุกอย่างต้องหยุดใหม่ทั้งหมด เช่นกรณีปากมูลก็เหมือนกับที่เราเห็นในกรณีผู้ว่าราชการจังหวัด พอเปลี่ยนคน การทำงานก็สะดุด
“ผมคิดว่าข้อเรียกร้องของพี่น้องต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ควรหยุดอยู่แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเปิดเขื่อนปากมูล ก็ควรมีการดำเนินการต่อไปถึงเขื่อนราษีไศล และขยับขึ้นไปถึงพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำ รวมถึงกรณีเขื่อนในแม่น้ำโขงด้วย”
อนึ่ง สรุป 4 ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล ได้แก่
- ประการแรก เร่งจ่ายค่าชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและทายาทโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรอความยุติธรรมไปตลอดชีวิต
- ประการที่สอง เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลอย่างถาวร เพื่อคืนแม่น้ำให้ไหลตามธรรมชาติ คืนปลา คืนอาหาร คืนอาชีพ และคืนอนาคตให้ลูกหลานของพวกเรา
- ประการที่สาม กำหนดมาตรการเยียวยาพี่น้องบ้านหัวเหว่เป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำและการสูญเสียแหล่งทำกินอย่างรุนแรงที่สุด
- ประการที่สี่ เปิดโอกาสให้ประชาชนในลุ่มน้ำมูนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของแม่น้ำ และนำบทเรียนจากเขื่อนปากมูลไปทบทวนโครงการเขื่อนใหม่ทุกแห่ง เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นกับชุมชนอื่นอีก
- ประการที่ห้า ขอให้รัฐบาลนำบทเรียนจากเขื่อนปากมูลไปใช้ในการกำหนดนโยบายด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ และยุติการผลักดันโครงการเขื่อนใหม่บนแม่น้ำโขง
อ่านจดหมายถึงรัฐมนตรีเพิ่มเติมได้ที่ https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1679309914198324&id=100063579946981



