พื้นที่ชุ่มน้ำและการกักเก็บคาร์บอนในวิกฤตแม่น้ำโขง

 / กุมภาพันธ์ 11,2026

ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อน นโยบายคาร์บอนเครดิตและพลังงานสะอาด กลายเป็นคำตอบหลักที่ภาครัฐและทุนนิยมหยิบยกขึ้นมาใช้ แต่ภายใต้ฉากหน้าอันสวยหรูนี้ กลับซ่อนความย้อนแย้งและผลกระทบมหาศาลต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน เวทีเสวนาในหัวข้อ พื้นที่ชุ่มน้ำและการกักเก็บคาร์บอน ในวิกฤตแม่น้ำโขง (Wetlands and Carbon Sequestration during Mekong River crisis) ได้เจาะลึกถึงประเด็นดังกล่าวโดยเชื่อมโยงสถานการณ์จริงจากพื้นที่บ้านสามผง ลุ่มแม่น้ำสงคราม จ. นครพนม เข้ากับกลไกนโยบายระดับมหภาคผ่านมุมมองของนักวิจัย นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ผู้นำชุมชน และผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงในพื้นที่

 

เกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำ?

การเสวนาเริ่มต้นขึ้นด้วยการฉายภาพสถานการณ์จริงที่กำลังเกิดขึ้น ณ บ้านสามผง ลุ่มน้ำสงคราม จ.นครพนมโดย คุณวิมลจันทร์ ติยะบุตร ตัวแทนชุมชน ได้พาเราลัดเลาะเข้าไปใน “ป่าบุ่งป่าทาม” ระบบนิเวศป่าชุ่มน้ำที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งประกอบไปด้วยพรรณไม้สำคัญอย่างไผ่กะซะ ต้นเปือย และต้นหว้า พืชเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงต้นไม้แต่คือแหล่งอนุบาลชีวิต เพราะในฤดูน้ำหลาก เมล็ดพันธุ์ที่ร่วงหล่นจะกลายเป็นอาหารอันโอชะของปลา อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตของชุมชนที่เคยสอดคล้องกับฤดูกาลกำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง คุณวิมลจันทร์สะท้อน ให้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา นั่นคือปรากฏการณ์น้ำท่วมหน้าแล้ง โดยเฉพาะในปีนี้ ช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ควรจะเห็นหาดทรายและชาวบ้านลงไปงมหอยทรายได้กลับกลายเป็นช่วงที่ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยมักจะขึ้นเป็นรอบๆ ทุกวันพุธ พฤหัสบดี และศุกร์ หรือประมาณทุกๆ 15 วัน

ความผิดปกตินี้สัมพันธ์โดยตรงกับการระบายน้ำของเขื่อนในแม่น้ำโขง ส่งผลให้เกิดภัยคุกคามใหม่คือ การระบาดของจอกยักษ์และไมยราบยักษ์ โดยพืชเหล่านี้จะไหลตามน้ำมาปิดกั้นทางน้ำ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถใช้อุปกรณ์หาปลาอย่างการยกยอได้ ส่งกระทบต่อ   รายได้ของชาวประมงที่เคยมีปีละเป็นแสนบาท และที่สำคัญที่สุด แม่น้ำสงครามตอนล่าง      ซึ่งเปรียบเสมือนมดลูกของแม่น้ำที่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาจะเวียนว่ายเข้ามาวางไข่ในป่าบุ่งป่าทาม ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนวงจรชีวิตของปลาเสียหาย

 

วัฏจักรน้ำผันผวน

คุณมนตรี จันทวงศ์ จากกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) เป็นผู้ขยายภาพให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาเหล่านั้น โดยชี้ให้เห็นว่าในปัจจุบันแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำสาขาได้กลายเป็นเมืองหลวงของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไปแล้วอย่างสมบูรณ์ ด้วยจำนวนเขื่อนในจีนกว่า 11 แห่ง และเขื่อนในลาวอีกจำนวนมาก อีกทั้งยังมีโครงการใหม่ๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการรอการก่อสร้างอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งในเร็ววัน

คุณมนตรีได้ตั้งข้อสังเกตต่อวาทกรรมที่ว่า “เขื่อนคือพลังงานสะอาด” โดยอ้างอิงถึงงานศึกษาวิจัยที่ชี้ว่าการสร้างเขื่อนในพื้นที่เขตร้อนซึ่งอุดมไปด้วยป่าไม้ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเขื่อนในเขตหนาวที่มักปรากฏเป็นกรณีศึกษาในรายงานที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อสนับสนุนความสะอาดของเขื่อน กล่าวคือ ในกรณีของเขื่อนที่ถูกสร้างในพื้นที่เขตร้อน เมื่อเกิดน้ำท่วมขังซากพืชซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยสะสมอยู่ใต้น้ำ จะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนในปริมาณมากมายมหาศาล ซึ่งอาจมากกว่าการปล่อยจากการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเสียอีก อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารายงานการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์ในประเด็นดังกล่าวจะยังไม่ถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการ แต่คุณมนตรีก็แสดงความกังวลต่อผลกระทบดังกล่าว และเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องติดตามข้อมูลนี้ต่อไปอย่างใกล้ชิด

ในลำดับต่อมา คุณมนตรียังฉายให้เห็นถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมในปีนี้ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความล้มเหลวของการจัดการน้ำโดยเขื่อน ข้อมูลระดับน้ำจากเขื่อนในลาวหลายแห่ง แสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำเกิน 100% ของความจุอ่างมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ส่งผลให้ต้องเร่งระบายน้ำตลอด 24 ชั่วโมง ผลที่ตามมาคือมวลน้ำมากมายมหาศาลที่ไม่ได้เกิดจากฝนธรรมชาติเพียงปัจจัยเดียว แต่เกิดจากการเร่งระบายน้ำได้ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมริมฝั่งโขงจนเสียหาย และที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือเสียงสะท้อนจากชาวประมงว่า “ปีนี้ปลามันเงียบ” เพราะระดับน้ำที่ผันผวนทำให้ปลาสับสนและไม่อพยพตามฤดูกาล

สุดท้ายนี้ แม้ทางผู้สร้างเขื่อนจะอ้างถึงตัวเลขทางคณิตศาสตร์เพื่อสร้างความชอบธรรมในการกล่าวว่า เขื่อนปากแบงจะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 3.16 ล้านตันต่อปี หรือเขื่อนบ้านกุ่มจะลดได้ 2.9 ล้านตันต่อปี แต่ตัวเลขเหล่านี้ได้ละเลยการนับรวมต้นทุนที่แท้จริง คือต้นทุนทางระบบนิเวศที่สูญเสียไป และต้นทุนชีวิตของชาวบ้าน เพราะเมื่อชาวบ้านจับปลาและทำนาไม่ได้ พวกเขาก็ต้องดิ้นรนเปลี่ยนพื้นที่ป่าชุ่มน้ำไปเป็นสวนยางพารา หรือรุกพื้นที่อื่นเพื่อความอยู่รอด ซึ่งวงจรเหล่านี้จะวนกลับไปสร้างผลเสียต่อโลกอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นการอ้างตัวเลขลดการปล่อยคาร์บอนโดยไม่กล่าวถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชุมชนที่ได้รับผล  กระทบ จึงเป็นการให้ข้อมูลที่จงใจละเลยต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และไม่ใช่ข้อมูลที่สามารถยืนยันได้เลยว่า เขื่อนมีบทบาทในฐานะกลไกขับเคลื่อนเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

เขียวลวง: จากเขื่อนสู่ตลาดคาร์บอน

เมื่อเขื่อนทำลายระบบนิเวศจนเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ดร.สุรินทร์ อ้นพรม     นักวิจัยอิสระด้านป่าไม้ได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงไปสู่ประเด็นตลาดคาร์บอน โดยระบุว่า เดิมทีพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างลุ่มน้ำสงครามทำหน้าที่เป็น “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” ตามธรรมชาติ เพราะดินที่ชุ่มชื้นช่วยชะลอการย่อยสลายของอินทรียวัตถุ แต่เมื่อเขื่อนทำให้ระบบน้ำเกิดความผันผวนและผิดเพี้ยน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังถาวรหรือแห้งแล้งผิดเวลา การย่อยสลายก็จะเกิดขึ้นเร็วขึ้น และเปลี่ยนพื้นที่จากแหล่งเก็บคาร์บอนให้กลายเป็น “แหล่งปล่อยคาร์บอน” ในที่สุด

ในขณะเดียวกัน ภายใต้วิธีคิดของรัฐทุนนิยมได้เกิดการฉวยใช้วาทกรรมโลกร้อนมาสร้างผลกำไร ทำให้เกิดมุมมองที่มีต่อ “ป่า” อย่างคับแคบว่าเป็นเพียงแหล่งกักเก็บคาร์บอน เพื่อนำไปตีค่าเป็นตัวเลขเครดิตที่สามารถ ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ในตลาด กลไกที่ถูกกล่าวอ้างว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางสภาพอากาศที่ละเลยมิติทางจิตวิญญาณและวิถีชีวิตของชุมชนเช่นนี้จึงไม่ได้มุ่งเน้นที่การลดก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง แต่เป็นการเอื้ออำนวยให้กลุ่มทุนสามารถซื้อเครดิตไปชดเชยการปล่อยมลพิษของตนเอง เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กรรักษ์โลกและขายสินค้าต่อไปได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีการผลิต ดร.สุรินทร์เน้นย้ำในตอนท้ายว่า นี่คือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่รัฐและทุนกำลังร่วมมือกันแย่งยึดพื้นที่และทรัพยากรส่วนรวมของประชาชน ซึ่งเป็นไปเพื่อตอบโจทย์การแสวงหากำไรของภาคธุรกิจ ภายใต้ข้ออ้างที่ว่า “ทั่วโลกเขาก็ทำกัน แล้วเราจะไม่ทำได้อย่างไร”

 

มุมมองจากพื้นที่

ในฟากฝั่งของชุมชน คุณวิมลจันทร์ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกของชาวบ้านว่า พวกเขาเหนื่อยล้ากับการต้อง “ปรับตัว” ตามความเปลี่ยนแปลงที่ไม่จบสิ้น หากเลือกได้ ชาวบ้าน “ขออยู่แบบเดิม” เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาทำให้ชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากขึ้น พวกเขาต้องดิ้นรนหาเงินมาซื้อกิน ต่างจากอดีตที่หาอยู่หากินได้ตามธรรมชาติ โครงการภาครัฐที่เข้ามาอบรมในนามของการพัฒนาชุมชนก็มักจบลงที่ไม่มีตลาดรองรับ ปล่อยให้ชาวบ้านแบกรับความล้มเหลวกันโดยลำพัง นอกจากนั้น ยังมีโครงการขุดลอกหนองน้ำขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569 ซึ่งจะทำลายแหล่งหาปลาและพื้นที่เก็บเห็ดของชุมชนซ้ำเติมเข้าไปอีก ทางออกของชาวบ้านในขณะนี้คือการพึ่งพาและจัดการทรัพยากรด้วยตัวเอง เช่น การกำหนดเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาในแต่ละหมู่บ้าน

สอดคล้องกับสิ่งที่ คุณอำนาจ ไตรจักร ผู้แทนชุมชนและประธานสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง จ. นครพนม ที่แสดงความกังวลเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดน โดยเฉพาะสารเคมีและสารหนูจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาใช้เครื่องมือตรวจวัดคุณภาพน้ำกันเองเพื่อความอุ่นใจ โดยคุณอำนาจเรียกร้องให้หยุดการสร้างเขื่อนและโครงการขนาดใหญ่ และเสนอว่าหากรัฐและทุนยืนยันว่าจะสร้างโดยที่ไม่มีอะไรสามารถหยุดยั้งได้ อย่างน้อยที่สุดก็ควรแบ่งกำไรมาตั้งกองทุนเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง ไม่ใช่มุ่งแต่จะใช้เงินภาษีของประชาชนมาซ่อมแซมความเสียหายที่เอกชนเป็นผู้ก่อขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและปกป้องบ้านเกิดของตนเอง

ในช่วงท้ายของวงเสวนา คุณอะห์หมัด ทิศา ผู้เข้าร่วมจาก จ.ตราด ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล   ที่ตอกย้ำถึงปัญหาที่คล้ายคลึงกันซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก โดยร่วมแลกเปลี่ยนว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกกำลังเผชิญกับโครงการคาร์บอนเครดิตที่เข้ามาปลูกป่าโกงกางแบบพืชเชิงเดี่ยวเพื่อหวังตัวเลขเครดิต แต่กลับทำลายความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศป่าชายเลน ทำให้สัตว์น้ำหายไปและชาวบ้านทำมาหากินไม่ได้

 

กล่าวโดยสรุป 

เวทีเสวนาเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำและการกักเก็บคาร์บอนในวิกฤตแม่น้ำโขง สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการพัฒนาที่อ้างความชอบธรรมด้วยวาทกรรมพลังงานสะอาดและการลดก๊าซเรือนกระจก แต่กลับสร้างวิกฤตซ้อนทับที่ทำลายทั้งระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชนอย่างรุนแรง โดยสถานการณ์ในพื้นที่ชี้ชัดว่า การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมหน้าแล้งน้ำแห้งหน้าฝน ตลอดจนการระบาดของจอกยักษ์และไมยราบยักษ์จนระบบนิเวศเสียหาย ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตหายไปและชาวบ้านสูญเสียรายได้ ซึ่งในทางวิชาการเขื่อนในเขตร้อนเหล่านี้ไม่ได้เป็นพลังงานสะอาดอย่างที่กล่าวอ้าง เพราะการท่วมขังของน้ำทำให้เกิดการสะสมของซากพืชซากสัตว์ใต้น้ำและปลดปล่อยก๊าซมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์

นอกจากนั้น พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างลุ่มน้ำสงครามซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติได้กลายเป็นแหล่งปลดปล่อยคาร์บอนเมื่อเขื่อนทำให้ระบบน้ำเกิดความผิดเพี้ยน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังถาวรหรือแห้งแล้งผิดเวลา ซึ่งเป็นกระบวนการที่เร่งให้การย่อยสลายเกิดขึ้นเร็วขึ้น โดยปัญหาดังกล่าวถูกซ้ำเติมด้วยกลไกตลาดคาร์บอนที่รัฐและกลุ่มทุนใช้เป็นเครื่องมือฟอกเขียว เพื่อรักษาผลกำไรและแย่งยึดทรัพยากรโดยลดทอนคุณค่าของป่าที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชนให้เหลือเพียงตัวเลขเครดิต

ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับผลกระทบข้ามพรมแดนและทำได้เพียงรวมกลุ่มกันเพื่อปกป้องบ้านเกิด โดยยืนยันว่าหากเลือกได้พวกเขาขออยู่แบบเดิมโดยปราศจากการแทรกแซงจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและทุน

รับชมวิดีโอเสวนาฉบับเต็มได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=A5rhh7BMjks

Leave A Comment