คุยกับจํานงค์ จิตรนิรัตน์ว่าด้วยแนวคิดนวัตกรรมชุมชนในการรับมือน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย น้ำท่วมไม่ใช่เพียง “ภัยพิบัติ” ที่มาแล้วก็ผ่านไป แต่กลับกลายเป็นวงจรที่เกิดซ้ำทุกปี ความเสียหายที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่แค่บ้านเรือนหรือทรัพย์สิน หากยังสะเทือนต่อชีวิต เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของผู้คนในชุมชน ที่ผ่านมา แนวทางการรับมือมักพึ่งพาการจัดการจากภาครัฐเป็นหลัก แต่ประสบการณ์บอกเราว่า การรอเพียงความช่วยเหลือจากเบื้องบนอาจไม่เพียงพอ

วันนี้ชุมชนหลายแห่งเริ่มหันมามองหาทางเลือกใหม่ “นวัตกรรมชุมชน” ที่เกิดจากการรวมพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาของประชาชนเอง เปลี่ยนบทบาทจากผู้ประสบภัยที่ต้องรอความช่วยเหลือ ไปสู่การเป็นผู้เตรียมพร้อมเชิงรุก วางระบบป้องกัน เตือนภัย และฟื้นฟูด้วยตนเอง แนวคิดนี้ไม่เพียงสร้างเกราะป้องกันน้ำท่วม แต่ยังสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับชีวิตของชุมชนในระยะยาว

 

“เราตั้งคำถามกับชาวบ้านว่าที่ผ่านมามันน้ำท่วมทุกปีไหม แล้วต้องอพยพทุกปีหรือเปล่า สรุปคือต้องอพยพทุกปี เป็นวัฏจักรของที่นี่ 2-3 ปี น้ำจะท่วมใหญ่หนึ่งครั้งก็เสียหายประมาณ 50-60% ต้องมาซ่อมบ้าน ทำถนนใหม่ เลยเป็นโจทย์เริ่มต้นของเครือข่ายในเรื่องภัยพิบัติอย่างจริงจัง มีชุมชนทั้งหมด 15 แห่งในจังหวัดอุบลฯ ทั้งฝั่งอำเภอวารินชำราบและฝั่งเมืองอุบล เป็นชุมชนที่อยู่ในบริเวณลุ่มน้ำทั้งหมด”

 

เริ่มต้นเมื่อปี 2545 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่อุบลราชธานี จํานงค์ จิตรนิรัตน์ เป็นทั้ง ก่อนหน้านั้นทำเรื่องที่ดินชุมชนและอีกหลายประเด็น  มีชาวบ้านหลายครัวเรือนต้องอพยพ สูญเสียทั้งทรัพย์สินและรายได้ บ้านเรือนและข้าวของเสียหาย เป็นเรื่องของภัยพิบัติที่เกิดมานานแล้วและจะเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมาประเด็นนี้มักฝากความหวังและการจัดการไว้กับเทศบาลเป็นหลัก แต่ชุมชนเปลี่ยนกลยุทธ์รวมตัวนั่งคิดในการรับมือแบบเชิงรุกแทน โดยเริ่มจากต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภัยพิบัติ เช่น การใช้ถังดับเพลิง กรณีไฟไหม้ โดยขอความร่วมมือจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และมีคนจำนวนหนึ่งที่อาสาเข้ามาเพื่อที่จะเรียนรู้เลยทำให้เกิดกลุ่มอาสาขึ้นมา

ทำเรือภัยพิบัติ ภูมิปัญญาชาวบ้านน้ำมูน (มีทุ่นหัวท้ายไม่จม)

 

เรือ-แพ-ครัวกลาง : นวัตกรรมชุมชนในการรับมือน้ำท่วม

“เรื่องเรือไม่ได้อยู่ในความคิดมาก่อน เพราะเรือถูกลืมไปนานแล้ว หลังจากที่มีถนนเข้ามา ทุกคนมาวิเคราะห์กันว่า ถ้าน้ำท่วมแบบนี้ปัญหามาจากอะไรบ้าง รวบรวมข้อมูลก็พบว่า หนึ่งขนของไม่ทัน รอรถทหารไม่ได้ นั่นหมายความชุมชนจะต้องมีเครื่องมือเป็นของตัวเองเลยเป็นที่มาจองเรือ และเป็นจุดเริ่มต้นของการขยับอย่างเป็นรูปธรรมเรื่องภัยพิบัติน้ำท่วม มีอาสาสมัครทยอยเกิดขึ้น จาก 10 เป็น 30 คน ภายหลังเกือบ 100 คน”- จํานงค์ กล่าว

 

ในอดีตชุมชนคุ้นเคยกับการใช้แม่น้ำมูลเดินทางโดยเรือ แต่พอการพัฒนาเข้ามามีถนนที่ดีขึ้นทำให้การเดินทางด้วยเรือหายไป นอกจากนี้ มีการสร้างถนนเพิ่มมากขึ้นเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง หลังจากปี 2545 ในนามมูลนิธิรักษ์ไท คุยกันเรื่องภาพรวมในการสนับสนุนชาวบ้านซึ่งทำงานตั้งแต่พื้นที่ภาคใต้ กรุงเทพฯ และอีสาน

จำนงค์เล่าว่า  พยายามเป็นตัวแทนชุมชนในการระดมทุน นอกจากทั่วไปแล้วอยู่ในรูปแบบการบริจาค แต่เสนอการทำเรือกับบ้านน็อคดาวน์ โดยอธิบายว่าสำคัญอย่างไร เช่นช่วงน้ำท่วมชาวบ้านที่อพยพต้องใช้ผ้าคลุมนอน บางทีมีทั้งเด็กคนแก่รวมกันอยู่ลำบาก เลยได้งบมาทดลองทำโมเดล 2 อย่างนี้ขึ้นมา พอปี 46 น้ำท่วมใหญ่ เลยได้ใช้ทั้งสองอย่างอย่างมีประสิทธิภาพมาก ต่อมาปี 50 มีการรณรงค์งดใช้พลาสติกทั่วประเทศ เลยหยิบมาคิดต่อกับเรื่องน้ำท่วมที่มีการสั่งข้าวกล่องเยอะจนกลายเป็นขยะ และบางครั้งอาหารที่มาส่งก็เน่าเสีย เลยคิดกันว่าถ้าทำกันเองก็รู้ว่าทำจากอะไร อยากกินไรก็กิน เลยเป็นที่มาของนวัตกรรมครัวกลาง

ครัวกลางภัยพิบัติ ระดมหาวัตถุดิบช่วยกันทำ แบ่งกันกิน

 

เมื่อปี 2550 มีน้ำท่วมใหญที่อุบลฯ จำนงค์ได้ลงไปเก็บข้อมูลความเสียหายของชุมชนในเวลาที่จำกัด พบว่า มีครัวเรือนเสียหายประมาณ 10 หลัง รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 7 แสนบาท ความเสียหายมีตั้งแต่ของเล่นเด็ก เครื่องครัว ที่นอนหมอนมุ้ง ทุกอย่างเพราะน้ำมาเร็วมากและสูงเร็ว หนีได้แต่ตัว จึงเกิดเป็นไอเดียที่ว่าถ้ามีแพหนึ่งลำตั้งอยู่ตรงกลางพื้นที่จะสามารถช่วยบรรเทาความเสียหายได้ 

“ตั้งเป็นโจทย์กับชาวบ้านคิดว่า แพลำนึง 1 แสน ขนาดกว้าง 6 ยาว 6 ทำกันเอง ถ้าราชการทำประมาณ 5 แสน ก็เลยเสนอไปมีหน่วยงานหลักๆก็คือพอช. กับ จังหวัดโดยยกตัวอย่างเรือปี 45 ว่ามันใช้งานได้ดี มีลักษณะพิเศษทำจากภูมิปัญญาชาวบ้านหาปลาริมน้ำมูลไม่จม มีทุ่นหัวท้าย เรือแต่ก็ไม่จมมีบางส่วนลอยอยู่ จังหวัดจึงมอบเงินที่ผู้คนบริจาคจังหวัดมาทำเรือ” – จํานงค์ กล่าว

 

ทำแพฉุกเฉินโดยช่างชุมชนและการฝึกนายท้ายเรือ

สิ่งเหล่านี้ถูกคิดค้นและใช้งานมาจนถึงปี 65 เป็นปีที่น้ำท่วมสูงที่สุด ชุมชนได้ใช้เครื่องมืออย่างเต็มที่ ตอนนี้มีความพร้อมทั้งเรือ นายท้ายเรือ ครัวกลางซึ่งแม่ครัวมีความเชี่ยวชาญ สามารถระดมคนระดมเครื่องมือตั้งครัวได้ทันทีไม่ต้องรอข้าวกล่องจากใคร

นอกจากนี้มีการเรียนรู้เรื่องภูมิอากาศ เสริมเรื่องการอ่านเมฆและติดตามพายุซึ่งสะท้อนให้เห็นหลายอย่าง ได้รู้ว่าเมฆตอนนี้กำลังเคลื่อนตัวไปที่ไหน หนาหรือบาง กี่เปอร์เซ็นต์ที่ฝนจะตก ในแผนที่จะเห็นเป็นรายอำเภอ ซึ่งชาวบ้านก็รู้เบื้องต้นโดยไม่ต้องรอกรมอุตุฯ เพียงอย่างเดียวซึ่งฟังแล้วไม่เข้าใจมองภาพไม่ออก ตอนนี้มีที่สามารถอ่านได้คล่อง 3-4 คน ก็จะมีการเตรียมล่วงหน้า จากรอคนอื่นมาตั้งรับเชิงรุก เตรียมความพร้อม เรือลำไหนรั่วก็ซ่อม สามารถอพยพได้ไหม โทรโข่ง ไฟฉาย เชือกผูกแพร มีการซ้อมทำพร้อมทุกอย่างเลย ซึ่งความพร้อมนี้เริ่มมากว่า 18 ปีแล้ว จํานงค์ เล่าปิดท้าย

 

ข้อท้าทายที่ยังเผชิญและต้องจัดการ

ตอนนี้มีทั้งโมเดลในเรื่องคน เครื่องมือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนซึ่งเมื่อดูตามเหตุการณ์และสิ่งที่เครือข่ายร่วมกันถอดบทเรียนข้อท้ายและข้อจำกัด สิ่งที่ยังเหมือนเดิมอยู่ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มีดังนี้

  1. ภูมิศาสตร์ อุบลฯอยู่ที่ราบต่ำสุดก่อนจะไหลแม่น้ำโขงเป็นจังหวัดสุดท้าย
  2. สิ่งกีดขวาง เรื่องเขื่อน ยังมีเหมือนเดิมและเพิ่มขึ้นเช่นเขื่อนพูงอย
  3. ฤดูกาลคาดเดาไม่ได้และหนักขึ้นเรื่อยๆ 
  4. คนยังอยู่ที่เดิม จะไม่มีการโยกย้ายเพราะไม่มีที่ดินแล้ว ต้องอยู่
  5. พรบ. บรรเทาสาธารณะภัยปี 50 ยังเหมือนเดิมไม่มีการปรับปรุง ซึ่งมีข้อจำกัดมาก ทำให้การป้องกันบรรเทาหลายอย่างทำได้น้อย เพราะหน้าที่หลักอยู่ที่เจ้าหน้าที่ ประชาชนทำยาก 
  6. เจ้าหน้าที่รัฐน้อยเหมือนเดิม 
  7. พื้นที่ภัยพิบัติขยายกว้างขึ้น เดิมอยู่ในริมแม่น้ำตอนนี้เข้าไปที่ลุ่มทุกส่วน รวมถึงตัวเมือง
  8. เรื่องผังเมือง เดิมเมื่อก่อนยังมีแม่น้ำที่ทำให้น้ำไหลผ่านไปได้ แต่ตอนนี้มีการสร้างตึก ถ่มดิน มีแกล้มลิง จากเดิมท่วมทีน้ำเพิ่มทีละ 1 เซนติเมตร ตอนนี้ทีละคืบ ผังเมืองยังไม่มีการพูดถึงเรื่องผังน้ำ หรือการไหลของน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มของน้ำมันไม่มีการรักษาที่ลุ่มไว้ ไม่มีการรักษาล่องน้ำ 

จำนงค์กล่าวสรุปถึงสิ่งที่ภาคประชาชนร่วมกันพัฒนาโมเดลและเครื่องมือในการรับมือมากกว่า 18 ปี ที่แสดงให้เห็นว่าถ้าประชาชนเป็นเจ้าของเรื่อง ลงมือทำกันเอง เกิดกำลังอาสาสมัครขึ้นจำนวนมาก มีเครื่องมือใช้ที่ช่วยสามารถแบ่งเบาสาธารณะได้ ยกตัวอย่าง ตอนช่วงเกิดเหตุน้ำท่วมฝั่งวารินชำราบ ยังมีคนหลายส่วนที่ต้องทำงานเดินทางระหว่างฝั่งวารินกับฝั่งเมือง ซึ่งมีเรือปภ. อยู่ 3 ลำ ในการขนส่งคน ทำให้คนเข้าคิวรอจำนวนมาก การจราจรติดขัด ปัจจุบันนี้มีเรืออยู่ 30 ลำ ที่สามารถรับส่งคนได้ตลอดเวลา และทำให้เห็นอีกว่าช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย 

“เห็นชัดเจนว่าช่วยได้จริงๆ ปีละ 5-6 แสน ลงทุนครั้งเดียวใช้ได้นาน มีคนเห็นก็เอาไปทำเป็นของส่วนตัวก็มี ปี 65 จะมีแพลอยอยู่หลายที่ น้ำท่วมถึงหลังคาสองชั้น ลองเรือไปสอบถามชาวบ้านเจอถาม เป็นแพส่วนตัว เอาของที่ขนย้ายไปไม่ได้ขึ้นบนแพ เช่น ตู้เสื้อผ้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกระดาษอัดพอโดนน้ำก็ยุ่ยเสียหายทุกหลัง ขึ้นรถก็ลำบาก แต่ก็รักษาไว้ได้เพราะมีแพ ” – จํานงค์ กล่าว

 

3 ข้อเสนอ เพื่อให้เกิดการจัดการอย่างเป็นระบบ

ในรอบหนึ่งปี น้ำจะมาช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม น้ำจะท่วมเยอะและลดลงในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงธันวาคม หลังจากนั้นจะเป็นช่วงฟื้นฟูต่างๆ ทั้งบ้าน ซ่อมแซม ปรับปรุง ถัดมาก็จะเข้าสู่ช่วงหน้าแล้งคนต้องทำมาหากิน ออกไปทำงานหาเงินมาซ่อมบ้าน พอถึงเดือนพฤษาภาคมฝนเริ่มมา ชาวบานยังตั้งหลักไม่ได้ บ้านยังซ่อมไม่เสร็จ นอกจากน้ำท่วมซ้ำซากแล้วยังเกิดความจนซ้ำซากตามมาเป็นวัฏจักร ความจริงปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ถ้ามีระบบและเครื่องมือที่พร้อม ถ้าจะแก้หรือปรับปรุงเริ่มจากไหน 

การเยียวยายังมีปัญหา

“เวลาเกิดน้ำท่วมจะมีการสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบช่วงเดือนธันวาคม พอสำรวจเสร็จไม่ทันไรน้ำกำลังจะท่วมรอบใหม่ งบเยียวยาที่ว่ายังมาไม่ถึงก็เสียหายใหม่ เกิดความขัดแย้งเรื่องเกณฑ์การเยียวยา เศรษฐกิจหยุดชะงัก ทุกอย่างเชื่อมโยงไปหมด ฉะนั้นต้องแก้สิ่งที่ได้แก้ได้และต้องยอมรับว่ามันจะยังเกิดขึ้นอีกแน่นอนจะหนักหรือเบา อยู่ที่การจัดระบบว่าจะทำอะไร มีโมเดลหลายแบบ แล้วก็พิสูจน์มาแล้วของภัยพิบัติว่าทำได้” – จํานงค์ กล่าว

 

ยกตัวอย่างการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 จะแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้

  1. กรณีบ้านที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังตั้งแต่ 1 วัน (24 ชั่วโมง) แต่ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินเสียหาย รวมถึงกรณีน้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 7 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน ให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท
  2. กรณีบ้านที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 7,000 บาท
  3. กรณีบ้านที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 60 วันขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท

 

ในส่วนของการพิจารณาเงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยนั้น ได้กำหนดเงื่อนไขการขอรับเงินเยียวยาเป็น 2 ส่วน ดังนี้

  • ต้องเป็นบ้านที่อยู่อาศัยประจำในพื้นที่ที่ได้มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและ/หรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยต้องมีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกให้ (ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 30) และจะต้องผ่านการประชาคมหมู่บ้านของแต่ละพื้นที่ประสบสาธารณภัย รวมถึงจะต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากสำนักงานเขตและกรุงเทพมหานคร
  • กรณีที่ประสบภัยหลายครั้ง จะได้รับความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว ขณะนี้ ปภ. ได้จัดทำแนวทางปฏิบัติและเตรียมหารือร่วมกับจังหวัดที่ประสบอุทกภัยเพื่อกำหนดแนวทางการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดให้มีความชัดเจน และสามารถจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนได้ตามกรอบระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ และจะได้เร่งทำข้อมูลชี้แจงสร้างความเข้าใจหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ประชาชนผู้ประสบภัยได้รับทราบโดยเร็ว เพื่อจะได้เตรียมในการยื่นขอรับเงินช่วยเหลือต่อไป

 

จำนงค์เสนอว่า ถ้ามีเครื่องมือเช่น เรือ แพ ครัวกลาง จะช่วยบรรเทาความเสียหายลงได้และยังช่วยลดงานของหน่วยงานด้วยเช่นกัน โดยมองภาพว่าผู้ประสบภัยทุกคนคืออาสาสมัครก็จะเกิดอาสาสมัครขึ้นเป็นจำนวนมาก ได้เรียนรู้และช่วยเหลือตนเอง ส่วนหน่วยงานเองมีหน้าที่สนับสนุนกลุ่มเหล่านี้ในเรื่องงบประมาณหรือรายได้ 

“อย่างเช่นในระเบียบปภ. การเยียวยาในระหว่างเกิดภัย ทุกหัวของผู้ประสบภัยมีค่าอาหารมื้อละ 50 บาทแต่ทุกวันนี้ชาวบ้านไม่เห็นเลย  แต่ถ้าเปลี่ยนเอางบนี้มาให้ครัวกลางก็จะมีการเตรียมความพร้อมโดยที่ไม่ต้องขอระดมทุนอะไรพวกนี้ได้ อันนี้คือการมองแบบใหม่ๆ” – จํานงค์ กล่าว

 

สุดท้ายคือเรื่องพื้นที่อพยพและห้องน้ำ ซึ่งไม่ได้อยู่อันดับต้นๆ ของการเตรียมความพร้อม  ทั้งบนบกและบนน้ำ ทำให้พื้นที่อพยพมีคุณภาพเหมาะสมและปลอดภัย เพราะเวลาเกิดเหตุน้ำท่วมที่ระยะเวลายาวนานถึง 2-3 เดือนที่ผู้อพยพต้องอยู่ตรงนั้น

พรบ.เดิมดีอยู่แล้ว แต่จะดีขึ้นอีกถ้าปรับบางส่วนที่เป็นข้อจำกัด

ปัจจุบันกฎหมายและนโยบายหลักที่เกี่ยวข้องกับการบรรเทาสาธารณภัยได้แก่ พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. 2562 ที่มีการปรับปรุงโครงสร้างและการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเน้นให้เกิดการบูรณาการและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานมากขึ้น 

ขณะเดียวกฎหมายฉบับนี้ยังมีข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้การปฏิบัติการช่วยเหลือระหว่างหน่วยงานและชุมชนเป็นไปได้ยาก เช่น โครงสร้างการทำงานซับซ้อนผ่านหลายหน่วยงาน แม้ชื่อกฎหมายจะมีคำว่า “ป้องกัน” แต่ในทางปฏิบัติกลับเน้นการช่วยเหลือเมื่อเกิดภัย มากกว่าการลงทุนด้านการลดความเสี่ยงและการเตรียมพร้อม งบประมาณไม่เพียงพอ และสำคัญคือการมีส่วนร่วมของประชาชนยังจำกัด

“แก้พรบ. ให้ชุมชนได้เป็นอาสาสมัครอย่างมีเกียรติมีศักศรี มีงบประมาณตามสมควรมาดูแล จุนเจือ พัฒนาโมเดลให้กว้างขวางขึ้นครอบคลุมพื้นที่จำเป็น อย่างเครื่องเรือ 30 ลำ มีเครื่องเรือ 4 ตัว ครั้งที่แล้วเราไปยืมเทศบาลแล้วก็ต้องไปคืน น้ำท่วมถึงจะยืมได้มันจะมีระเบียบอะไรที่ไม่สอดคล้อง สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือที่รัฐจะสนับสนุนให้ชุมชนได้ซึ่งชาวบ้านดูแลได้เพราะตอนนี้มีอสม. สปิริทสูง เก็บรักษาดูแลได้ ไม่ต้องกลัวว่าเครื่องมือจะสูญหาย” – จํานงค์ กล่าว

 

ตัวอย่างระบบเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่ โดยศูนย์วิจัยด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผังน้ำสำคัญ

ผังน้ำ เป็นเครื่องมือการจัดการทรัพยากรน้ำ ตั้งแต่ต้นจนถึงปลายน้ำ ผังน้ำสามารถบอกได้ว่าน้ำมาจากไหน ไหลไปทางใดและกักเก็บที่ไหนได้ อีกทั้งยังเชื่อมโยงการจัดการน้ำกับผังเมือง–การใช้ที่ดิน–ระบบนิเวศ–โครงสร้างพื้นฐาน ลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยกำหนดพื้นที่ทางน้ำหลากและป้องกันไม่ให้มีสิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางน้ำ

“ที่สำคัญยังไงก็ตามจะต้องมีการบัญญัติผังน้ำขึ้น มีการระบุพื้นที่บางแห่งที่ไม่สามารถสร้างสิ่งกีดขวางได้ อย่างของอำเภอวาริน เรียกกุดศรีมังคละ เป็นแก้มลิงขนาดใหญ่แต่ตอนนี้บริษัทก่อสร้างเอาไปแล้วหลายจุดถมดิน จากเดิมเป็นของรัฐกลายเป็นของเอกชนซึ่งถ้าจะถมอย่างต่ำ 6 เมตร เฉพาะให้พ้นผิวน้ำจะสร้างสิ่งก่อสร้างก็ต้องถมอีก ฉะนั้นต้องมีความเด็ดขาดเรื่องผังน้ำเกิดขึ้น” – จํานงค์ กล่าว

 

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2568 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เร่งจัดทำผังน้ำ “22 ลุ่มน้ำหลัก” ให้เสร็จภายในปี 2568 ล่าสุด ประกาศคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เรื่อง ผังน้ำลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง พ.ศ. 2568 และประกาศคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เรื่อง ผังน้ำลุ่มชี พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 

นอกจากนี้ จะรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางกายภาพ การใช้ประโยชน์ที่ดิน สภาพเศรษฐกิจ สังคม ประชากร การตั้งถิ่นฐาน การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ความเสียหายจากอุทกภัยที่ผ่านมาของพื้นที่ลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำสาขา ตลอดจนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ผังเมืองดูเป็นภาพรวมเลยที่มันเกี่ยวโยงอย่างเช่น แม่น้ำชีไหลมาลงแม่น้ำมูล แม่น้ำมูลน้อย เส้นต่างๆ จะจัดการยังไง ก็ต้องมีผังน้ำ ถ้ามีมันก็อาจจะไม่ต้องเสนอโครงการผันน้ำ ทำคลองใหม่ เพราะว่าธรรมชาติมีอยู่แล้ว ซึ่งถ้าเริ่มทำวันนี้ก็ยังไม่สาย จะดีขึ้นในหลายส่วน อย่างเรื่องเขื่อน 2 ปีที่ผ่านมาเปิดเขื่อนน้ำไม่ท่วมอันนี้เป็นตัวอย่างที่เห็น” – จํานงค์ กล่าว

 

ท้ายที่สุด การจัดการปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่ภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือความร่วมมือระหว่างประชาชนกับภาครัฐ หากชุมชนสามารถลุกขึ้นมาสร้างนวัตกรรมและระบบเตรียมพร้อมของตนเองได้ ขณะเดียวกันภาครัฐเข้ามาเสริมด้วยนโยบาย ทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ย่อมทำให้การรับมือภัยพิบัติมีประสิทธิภาพมากขึ้น และหากมีการบูรณาการที่แน่นแฟ้น โดยใช้เครื่องมือเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเชื่อมข้อมูล วางแผน และสื่อสารร่วมกัน จะยิ่งลดช่องว่างของการจัดการ และเปลี่ยนวิกฤตน้ำท่วมให้เป็นโอกาสในการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชนไทยในอนาคต

 

อ้างอิง

พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550

สทนช.เร่งจัดทำผังน้ำ ’22 ลุ่มน้ำหลัก’ ให้เสร็จภายในปีนี้

Leave A Comment