ฟ้องให้เหนื่อย ฟ้องให้เงียบ ต้นทุนของคนที่ออกมาพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม

  • หน้าหลัก
  • Blog Standard
  • TAKEAWAY
  • ฟ้องให้เหนื่อย ฟ้องให้เงียบ ต้นทุนของคนที่ออกมาพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม
 / ตุลาคม 12,2026

‘มล คุณนา’ และชาวบ้านวังสะพุงเริ่มจากการเห็นฝุ่น ได้ยินเสียงระเบิด และพบหินกระเด็นเข้าพื้นที่ทำกิน พวกเขาเขียนหนังสือร้องเรียน เดินทางไปหาหน่วยงานรัฐ ก่อนสร้างกำแพงขวางทางขนส่งเข้าเหมืองทองคำ แล้วหมายศาลเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาทก็มาถึงบ้าน

อีกด้านหนึ่ง ‘ปรัชญ์ รุจิวนารมย์’ ไปทำข่าวผลกระทบจากเหมืองในเมียนมา ก่อนต้องแบ่งเวลาจากงานข่าวไปสู้คดีที่ยืดเยื้อหลายปี 

เวที ‘สถานการณ์การฟ้องปิดปาก (SLAPP) ในความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อมของไทย’ ชวนมองว่า กฎหมายซึ่งควรเป็นช่องทางให้ชาวบ้านเรียกร้องความเป็นธรรม กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกดดันคนที่ร้องเรียน คัดค้านโครงการ หรือรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ถูกฟ้องต้องใช้เวลาและทรัพยากรไปกับการสู้คดี ขณะที่ปัญหาที่พวกเขาพยายามพูดถึงยังไม่ได้รับการแก้ไข

📌 ชาวบ้านร้องเรียนเรื่องเหมืองหลายครั้ง ก่อนหมายศาลจะมาถึงบ้าน

มล คุณนา ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน เล่าว่า เมื่อเหมืองทองคำเริ่มส่งผลต่อชุมชนที่วังสะพุง จังหวัดเลย ชาวบ้านก็เริ่มปกป้องชุมชนด้วยการเก็บหลักฐาน เขียนหนังสือด้วยมือตัวเอง ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บางครั้งพาคนจากทั้ง 6 หมู่บ้านเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แต่มลบอกว่าพวกเขายังไม่เห็นหน่วยงานรัฐลงมาพูดคุยว่าจะจัดการปัญหาอย่างไร

ชุมชนจึงตกลงสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘กำแพงใจ’ บนเส้นทางที่รถเหมืองใช้ร่วมกับถนนชุมชน เพื่อไม่ให้มีการขนสารเคมีเข้าไปทำเหมือง กำแพงถูกทำลายแล้วสร้างใหม่หลายครั้ง ก่อนจะได้รับหมายศาลใน มลเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่ถูกบริษัทฟ้องเรียกค่าเสียหายรวม 50 ล้านบาท เธอเล่าว่าตัวเองไม่เคยถูกฟ้องมาก่อน พอเห็นตัวเลข 50 ล้านบาทในหมายศาลก็ตกใจและคิดว่าจะหาเงินจากไหนมาจ่าย เพราะแม้ว่าจะขายไร่นาทั้งหมดแล้วก็คงยังไม่พอ

ต่อมาชาวบ้านสร้างซุ้มประตูประกาศว่าหมู่บ้านไม่เอาเหมือง และถูกฟ้องอีกคดี เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาทจากชาวบ้าน 6 คน มลเล่าว่าศาลตัดสินให้ชาวบ้านชนะ เพราะเห็นว่าการแสดงออกไม่ได้ระบุโจมตีบุคคลหรือบริษัท และเป็นการปกป้องบ้านของตนโดยสุจริต แต่ก่อนจะถึงวันนั้น พวกเขาต้องอยู่กับความกลัวจากหมายศาลและภาระการสู้คดีไปแล้ว

📌 หมายศาลระบุชื่อไม่กี่คน แต่วันนัดศาลกลายเป็นเรื่องของทั้งหมู่บ้าน

ช่วงที่คดีรุมเร้า มลเล่าว่าชาวบ้านต้องไปศาลเดือนละ 3–4 ครั้ง บางเดือนแทบทุกสัปดาห์ คนในชุมชนจึงทำเสื้อที่มีข้อความชวนกัน ‘ไปศาลกันเถอะ’ เพื่อบอกคนข้างนอกว่าพวกเขากำลังเจออะไร ในวันนัดศาล บางคนขึ้นไปฟังการพิจารณา บางคนนั่งรอข้างล่าง หลายคนเตรียมข้าวกับกับข้าวไปกินด้วยกันหน้าศาล คนที่ต้องทำงานในสวนยางตอนเช้าก็ตามไปภายหลัง การไปพร้อมกันทำให้ผู้ถูกฟ้องไม่ต้องเผชิญศาลตามลำพัง แต่ก็เผยให้เห็นต้นทุนที่กระจายไปทั้งชุมชน ทั้งเวลา รถ ค่าเดินทาง และแรงงานที่หายไปจากงานประจำ 

วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความและผู้จัดการมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เสริมว่า บางคดีของชาวบ้านวังสะพุงยังถูกยื่นฟ้องต่างจังหวัด ยิ่งศาลอยู่ไกล การต่อสู้คดีก็ยิ่งกินชีวิตคนมากขึ้น

นอกจากนั้น มลเล่าว่าแม่เคยขอให้เธอถอย เพราะกังวลทั้งเรื่องคดีและความปลอดภัย จนทั้งต้องคู่ขัดแย้งกัน ก่อนที่แม่จะค่อยๆ เข้ามาร่วมการต่อสู้ด้วย เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าคนที่ได้รับผลจากการฟ้องร้องไม่ได้มีเพียงชื่อที่ปรากฏบนหน้าหมายศาล

📌 นักข่าวมีทนายและต้นสังกัดช่วย ยังต้องแลกเวลาทำข่าวกับเวลาขึ้นศาล

ปรัชญ์ รุจิวนารมย์ เล่าว่า เขาเคยลงพื้นที่เขตทวาย ประเทศเมียนมา เพื่อรายงานผลกระทบจากเหมืองดีบุกต่อแม่น้ำและพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน หลังข่าวเผยแพร่ บริษัทผู้ประกอบการฟ้องทั้งเขาและบริษัท เนชั่น นิวส์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ซึ่งเป็นต้นสังกัดในขณะนั้น ต่อมาเมื่อปรัชญ์เป็นบรรณาธิการ Green News สำนักข่าวเผยแพร่เรื่องคำพิพากษาที่ให้บริษัทชดเชยชาวบ้านทวาย เขาก็ถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาทอีกครั้ง คดีหลังยืดเยื้อราว 5 ปี ก่อนศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง

ปรัชญ์บอกว่าตัวเองโชคดีที่มีต้นสังกัด เครือข่าย และทนายช่วย แต่ยังต้องลางานไปศาลเดือนละครั้ง บางเดือนมากกว่านั้น ส่วนคดีแรก บริษัทเคยยื่นฟ้องทั้งที่นครปฐมและร้อยเอ็ด เขาเดินทางไปศาลร้อยเอ็ด ก่อนศาลยกฟ้องเพราะเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีที่นครปฐม การเดินทางครั้งนั้นทำให้เห็นว่า แม้คดีจะจบลงโดยไม่ต้องสืบพยานที่ร้อยเอ็ด ผู้ถูกฟ้องก็เสียเวลาเดินทางและต้องจัดการชีวิตตามนัดศาลไปแล้ว

แม้ปรัชญ์อาจรับมือกับคดีได้ แต่แม่ของเขากลับกังวลจนถามว่าเปลี่ยนไปทำอาชีพที่เสี่ยงน้อยกว่านี้ดีไหม ปรัชญ์จึงชวนมองผลที่ไกลกว่าตัวคนถูกฟ้อง เมื่อการทำข่าวหนึ่งเรื่องอาจพานักข่าวเข้าสู่คดีหลายปี นักข่าวคนอื่นอาจตัดสินใจเลี่ยงประเด็นเดียวกันตั้งแต่ก่อนเริ่มทำข่าว หากเป็นเช่นนั้น เรื่องของชุมชนที่ได้รับผลกระทบก็อาจไม่ไปถึงสาธารณะ

📌 ชนะคดีในตอนท้าย ไม่ได้แปลว่าการฟ้องร้องไม่บรรลุผล

วีรวัฒน์อธิบายว่า คดีฟ้องปิดปากไม่จำเป็นต้องมุ่งชนะเสมอไป การทำให้ผู้ถูกฟ้องหวาดกลัว เหนื่อยกับค่าใช้จ่าย หรือต้องหันเวลาไปสู้คดีแทนการเคลื่อนไหว ก็อาจเป็นผลที่ผู้ฟ้องต้องการอยู่แล้ว คดีแพ่งกดดันด้วยยอดค่าเสียหายที่เรียกสูง ส่วนคดีอาญาพ่วงความกังวลเรื่องโทษและการประกันตัว

แม้ศาลจะยืนยันในภายหลังว่าชาวบ้านหรือสื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต คำพิพากษาก็คืนวันทำงานที่เสียไปไม่ได้ วีรวัฒน์จึงถามบนเวทีว่า หลังชนะคดีแล้ว ใครเยียวยาเวลาที่ต้องไปศาลและบาดแผลของคนถูกฟ้อง คำถามนี้ทำให้ความหมายของ ‘ชนะ’ ซับซ้อนขึ้น นั่นคือแม้ชนะในคำพิพากษาได้ แต่ชีวิตระหว่างรอคำพิพากษาก็ได้รับผลกระทบจริง

ผศ.เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ จากคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล อธิบายผลอีกชั้นหนึ่งว่า คดีเหล่านี้อาจก่อให้เกิด chilling effect (ภาวะที่คนไม่กล้าพูดหรือใช้สิทธิ เพราะเห็นว่าคนอื่นถูกฟ้อง) แม้คนที่เงียบลงจะไม่เคยถูกฟ้องด้วยตัวเอง ความเงียบจึงอาจเกิดขึ้นนอกศาล และนับเป็นจำนวนคดีไม่ได้

📌 ถ้าจะป้องกันการฟ้องปิดปาก ต้องมองให้พ้นข้อหาหมิ่นประมาท

ผศ.เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ ชี้ว่า SLAPP ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ข้อหาหมิ่นประมาท คนที่ร้องเรียนหรือคัดค้านโครงการอาจถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ หรือข้อหาอื่นด้วย การนับคดีจึงขึ้นอยู่กับว่าจะนับใครและนับข้อหาใด สไลด์ของเธอยกงานศึกษา 3 ชิ้นที่พบ 212 คดี 109 คดี และคดีหมิ่นประมาททางอาญา 36 คดี ตัวเลขเหล่านี้มีช่วงเวลาและเกณฑ์เก็บข้อมูลต่างกัน จึงนำมาเทียบกันตรงๆ เพื่อบอกว่า SLAPP เพิ่มขึ้นหรือลดลงไม่ได้ อีกทั้งยังอาจมีผู้ถูกฟ้องที่ไม่อยู่ในเครือข่ายของผู้ศึกษาและตกหล่นจากสถิติ

ไทยมีมาตรา 161/1 ที่เปิดทางให้ศาลยกฟ้องคดีอาญาที่ราษฎรฟ้องโดยไม่สุจริตได้ และมีคำแนะนำประธานศาลฎีกาปี 2569 ช่วยชี้พฤติการณ์ที่ควรตรวจสอบเป็นพิเศษ เช่น ฟ้องหลายคดีจากเหตุเดียวกัน หรือเลือกฟ้องในศาลที่อยู่ไกลจากจำเลยโดยไม่มีเหตุสมควร แต่กลไกนี้ใช้กับคดีที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องต่อศาลเอง ไม่ครอบคลุมคดีที่ดำเนินผ่านพนักงานอัยการหรือคดีแพ่ง วีรวัฒน์ อบโอ จึงเสนอให้มีกลไกคัดกรองตั้งแต่ช่องทางที่อัยการพิจารณาคดีด้วย

ส่วนร่างกฎหมายป้องกัน SLAPP ที่เสาวณีย์นำมาเปรียบเทียบมี 3 แนวทาง: ร่างของกระทรวงยุติธรรมมุ่งคัดกรองคดีตั้งแต่ต้นและให้ศาลวินิจฉัยภายใน 30 วัน ร่างของคณะกรรมการกฤษฎีกาเน้นคดีแพ่งและการเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีเดิม ขณะที่ร่างของพรรคประชาชนเสนอให้ลดโทษทางอาญาของความผิดฐานหมิ่นประมาท พร้อมกลไกคัดกรองภายใน 30–60 วัน แต่เธอตั้งข้อสังเกตว่า หากกฎหมายใหม่ช่วยได้เฉพาะบางข้อหา คนที่ถูกใช้กฎหมายฐานอื่นฟ้องเพื่อหยุดการพูดหรือการเคลื่อนไหวก็ยังอาจไม่ได้รับความคุ้มครอง หัวใจจึงอยู่ที่การคัดกรองคดีให้เร็ว ครอบคลุมช่องทางฟ้องที่ใช้จริง และเยียวยาคนที่ถูกดึงเข้าสู่กระบวนการ

สำหรับมล การคุ้มครองคนที่ออกมาพูดยังต้องไปไกลกว่าการช่วยสู้คดี เธอต้องการให้ชาวบ้านมีอำนาจร่วมตัดสินใจเรื่องพื้นที่ และร่วมกำกับการฟื้นฟูหลังเหมืองสร้างผลกระทบ เพราะตราบใดที่คนในพื้นที่ยังต้องต่อสู้เพื่อให้ข้อเท็จจริงจากชีวิตของตนถูกรับฟัง ความเสี่ยงที่จะได้หมายศาลกลับบ้านก็ยังไม่หมดไป

Leave A Comment