โลกใบเดียวกัน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ได้ Planetary Health เสียงจากพื้นที่ท่ามกลางวิกฤตสุขภาพ

  • หน้าหลัก
  • Blog Standard
  • TAKEAWAY
  • โลกใบเดียวกัน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ได้ Planetary Health เสียงจากพื้นที่ท่ามกลางวิกฤตสุขภาพ
 / กันยายน 29,2026

เรื่อง: อรสา ศรีดาวเรือง
ภาพ: ธเนศ แสงทองศรีกมล

น้ำโขงสีฟ้าใสอาจดูสวยในสายตานักท่องเที่ยว แต่คนริมฝั่งรู้ดีว่าน้ำสีนี้ผิดไปจากที่เคยเห็น ตะกอนที่มากับน้ำตามฤดูกาลหายไป ขณะที่ระดับน้ำก็ขึ้นลงจนคาดเดาได้ยาก บางครั้งแปลงผักถูกท่วมก่อนเก็บเกี่ยว บางครั้งน้ำลดจนเรือค้างอยู่บนโคก แม้แต่หาดทรายที่นกเพิ่งวางไข่ก็อาจจมน้ำในสัปดาห์ถัดมา แม่น้ำยังไหลอยู่ แต่คนและสัตว์ที่อาศัยจังหวะของมันใช้ชีวิตแบบเดิมได้ยากขึ้น

เวที ‘Planetary Health เสียงจากพื้นที่ท่ามกลางวิกฤตสุขภาพ-สิ่งแวดล้อมที่พัวพัน’ ชวนมองความเชื่อมโยงนี้ให้ไกลกว่าเรื่องสุขภาพของมนุษย์เพียงอย่างเดียว เมื่อเขื่อนเปลี่ยนจังหวะน้ำและมลพิษคุกคามแม่น้ำ ความเปลี่ยนแปลงจึงกระทบทั้งน้ำ ดิน ปลา พืช และชีวิตของคนที่พึ่งพาสิ่งเหล่านี้ ขณะเดียวกัน คนแต่ละกลุ่มก็ไม่ได้รับผลเท่ากัน เวทีจึงตั้งคำถามต่อว่า หากจะดูแล ‘สุขภาพโลก’ เราจะใช้เพียงตัวเลขวัดความเสียหาย หรือจะฟังคนที่รู้ว่าแม่น้ำเคยเป็นอย่างไร และให้พวกเขามีส่วนตัดสินใจว่าจะฟื้นมันอย่างไร

📌 สุขภาพโลกวัดจากอะไร และใครมีสิทธิ์บอกว่าเกิดอะไรขึ้น

อ.ดร.อาภาลักษณ์ ปาติยเสวี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม. ธรรมศาสตร์ อธิบายว่า เดิมทีงานด้านสุขภาพให้ความสำคัญกับโรคที่แพร่ระหว่างสัตว์กับคน ก่อนขยายมาสู่แนวคิด Planetary Health ที่มองสุขภาพมนุษย์เชื่อมโยงกับทั้งระบบโลก เมื่อภูมิอากาศเปลี่ยน ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง หรือดินและน้ำปนเปื้อน ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ในธรรมชาติ แต่อาจย้อนกลับมาถึงอาหาร สุขภาพกาย และชีวิตประจำวันของผู้คน

แต่เมื่อโลกทั้งใบกลายเป็นเรื่องของสุขภาพ อ.อาภาลักษณ์ ชวนถามต่อว่า ใครเป็นคนเลือกว่าจะตรวจเรื่องไหนก่อน กรอบนโยบายและทุนวิจัยจำนวนมากถูกกำหนดจากระดับสากล โรคที่เสี่ยงแพร่ข้ามประเทศจึงอาจได้รับความสนใจมากกว่าโรคที่คนในพื้นที่เผชิญอยู่ทุกวัน เธอยก ‘โรคไข้ดิน’ ซึ่งสัมพันธ์กับดินและน้ำในพื้นที่ทำนาเป็นตัวอย่าง ทั้งที่ข้าวเป็นอาหารหลักของไทย โรคนี้กลับแทบไม่ถูกพูดถึง จนชาวนาบางคนที่เธอไปเก็บข้อมูลเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่เคยป่วย

คำถามเรื่องความรู้ไม่ได้มีเฉพาะในโรงพยาบาล ชนาง อำภารักษ์ เล่าว่าเมื่อแม่น้ำโขงใสเป็นสีฟ้า มีคนมองว่าเป็นภาพสวยน่าเที่ยว แต่ชาวบ้านริมฝั่งกลับตกใจ น้ำที่พวกเขารู้จักเคยขุ่นด้วยตะกอนตามฤดูกาล ซึ่งพาธาตุอาหารมาเลี้ยงชีวิตในน้ำและพื้นที่เพาะปลูกริมฝั่ง สำหรับคนที่อยู่กับแม่น้ำมานาน สีที่เปลี่ยนไปจึงเป็นสัญญาณให้ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น แม้ในตอนแรกสิ่งที่พวกเขาสังเกตเห็นจะยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘หลักฐานทางวิทยาศาสตร์’

📌 โลกที่ปลอดภัยสำหรับบางคน อาจทำให้อีกหลายชีวิตไม่มีที่อยู่

รศ.ดร.จักรกริช สังขมณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนตั้งคำถามว่า เมื่อเราบอกว่าโลกยังอยู่ในระดับ ‘ปลอดภัย’ เรากำลังพูดถึงความปลอดภัยของใคร ตัวชี้วัดอาจแสดงค่าฝุ่นเป็นตัวเลขเดียว แต่คนที่ทำงานบนถนนและสูดอากาศนั้นทั้งวันย่อมเผชิญความเสี่ยงต่างจากคนที่อยู่ในอาคาร เกณฑ์เดียวกันจึงบอกได้ไม่หมดว่า แต่ละคนใช้ชีวิตอยู่กับสภาพแวดล้อมนั้นอย่างไร

เขาชวนมองต่อไปถึงสิ่งมีชีวิตอื่น และเงื่อนไขที่ทำให้พวกมันยังอยู่ได้ด้วย พื้นที่แห่งหนึ่งอาจถูกเปลี่ยนเป็นเขื่อน เหมือง หรือไร่อุตสาหกรรม เพื่อผลิตพลังงานและวัตถุดิบให้คนอีกกลุ่มใช้ แต่สำหรับคนที่เคยหาปลา ใช้น้ำ และทำกินอยู่ตรงนั้น ความเปลี่ยนแปลงเดียวกันอาจหมายถึงการสูญเสียอาหารหรือที่ทำกิน คำถามเรื่องสุขภาพโลกจึงต้องกลับมาย้อนถามด้วยว่า ใครมีอำนาจเปลี่ยนพื้นที่ และใครต้องอยู่กับผลของการเปลี่ยนนั้น

📌 เขื่อนทำให้จังหวะชีวิตที่เคยสัมพันธ์กับแม่น้ำคลาดเคลื่อน

ชนาง อำภารักษ์ จาก The Mekong Butterfly ชวนมองแม่น้ำโขงจากแปลงผักริมฝั่งที่อีกไม่นานก็จะเก็บเกี่ยว แต่ระดับน้ำกลับสูงขึ้นมาท่วมเสียก่อน อีกช่วงหนึ่งน้ำลดเร็วผิดจากที่ชาวบ้านคุ้นเคย จนเรือที่เคยจอดริมน้ำค้างอยู่บนโคก สำหรับคนนอก แม่น้ำก็ยังอยู่ที่เดิม แต่คนที่ต้องปลูกผักและออกเรือเริ่มใช้จังหวะน้ำเดิมวางแผนชีวิตไม่ได้

บนหาดทรายกลางน้ำ ชนางพบไข่นกที่นกอพยพมาวางไว้ตามฤดูกาล เมื่อกลับมาดูพื้นที่เดียวกันราวหนึ่งสัปดาห์ต่อมา หาดนั้นถูกน้ำท่วมแล้ว นกอาศัยสภาพของแม่น้ำที่เคยเป็นมาในการเลือกเวลาวางไข่ แต่มันไม่รู้ว่าน้ำจากเขื่อนจะขึ้นเมื่อไร และหากระดับน้ำขึ้นลงเช่นนี้ซ้ำ การวางไข่รอบต่อไปก็ยังเสี่ยงถูกท่วมอีก

ภาพแปลงผัก เรือ และไข่นก ทำให้เห็นสิ่งที่ รศ.ดร.จักรกริช สังขมณี เรียกว่า Desynchronization หรือจังหวะที่เคยสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมเริ่มคลาดเคลื่อน คนรอน้ำลดเพื่อปลูกพืช นกรอฤดูเพื่อวางไข่ ปลาอาศัยระดับน้ำและอาหารที่ไหลมาตามแม่น้ำ เมื่อจังหวะน้ำเปลี่ยน ผลกระทบจึงเกิดกับหลายชีวิตพร้อมกัน

แล้วความเสียหายเหล่านี้ถูกนับอย่างไร? ชนางเล่าว่าชุมชนหนึ่งเจอน้ำท่วมแปลงเกษตรสามรอบ ต้องลงทุนปลูกใหม่ซ้ำๆ โดยเฉพาะต้นทุนข้าวเหนียวในหมู่บ้านเดียวที่เธอระบุว่าราว 1.4 ล้านบาท เธอยังยกตัวเลขวงเงินชดเชยจากรัฐราว 750,000 บาทขึ้นมาถามว่า เมื่อคำนวณความคุ้มค่าของเขื่อน ต้นทุนที่ชาวบ้านจ่ายซ้ำถูกนับไว้ด้วยหรือไม่

📌 เมื่อแหล่งอาหารเสี่ยงปนเปื้อน ผลตรวจน้ำอย่างเดียวตอบไม่ได้ว่าชาวบ้านจะกินอะไร

ไพรินทร์ เสาะสาย จาก Rivers and Rights ชวนมองแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวินในฐานะแหล่งอาหารของผู้คนริมฝั่ง บางครอบครัวหาปลาและอาหารจากแม่น้ำกินได้โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อทุกมื้อ เมื่อแม่น้ำเปลี่ยน คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่ายังจับปลาได้มากเท่าไร แต่รวมถึงปลาที่จับมา ยังกล้ากินหรือไม่

ชนาง อำภารักษ์ ชวนคิดต่อจากผลตรวจสารปนเปื้อนในปลา เพราะปลาบนโต๊ะอาหารไม่ได้มีแค่เนื้อ คนบางพื้นที่กินเครื่องในด้วย ขณะที่ปลาแต่ละชนิดหากินต่างกัน บางชนิดอยู่กลางน้ำ บางชนิดหากินใกล้ตะกอน ผลตรวจที่แยกชนิดปลาและส่วนที่ตรวจ จึงต้องนำมาอ่านควบคู่กับวิธีที่ผู้คนจับและกินปลา ก่อนจะสื่อสารความเสี่ยงต่อคนแต่ละกลุ่ม

ไพรินทร์เล่าว่ามีการตรวจพบสารปนเปื้อนและเก็บข้อมูลแม่น้ำข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ชุมชนยังไม่เห็นชัดคือการลงมือแก้ปัญหาร่วมกัน ทั้งการตรวจสอบแหล่งมลพิษ การติดตามผลกระทบ และการสื่อสารให้คนริมฝั่งรู้ว่าระหว่างนี้ควรใช้น้ำหรือหาอาหารอย่างไร เพราะในวันที่หน่วยงานยังหาทางจัดการกันอยู่ ชาวบ้านก็ยังต้องกินและใช้ชีวิตกับแม่น้ำสายเดิม

📌 เขื่อนอยู่ในลาว แต่บริษัท ผู้ซื้อไฟฟ้า และธนาคารไทยมีส่วนร่วม 

ไพรินทร์ เสาะสาย ชวนดูว่าเขื่อนบนแม่น้ำโขงไม่ได้มีเพียงประเทศที่ตั้งเขื่อนเป็นผู้เกี่ยวข้อง เขื่อนบางแห่งสร้างในลาว แต่ไฟฟ้าที่ผลิตได้ขายให้ไทย และมีธนาคารไทยร่วมให้เงินกู้ เมื่อชุมชนได้รับผลกระทบ พวกเขาจึงไม่ได้เรียกร้องต่อผู้สร้างเขื่อนอย่างเดียว แต่ยังฟ้องคดี ยื่นเรื่องต่อหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน และนำข้อมูลผลกระทบไปถามธนาคารว่าเหตุใดจึงสนับสนุนโครงการ

ดังนั้น แม้เขื่อนจะอยู่ข้ามพรมแดน ผู้มีส่วนทำให้โครงการเกิดขึ้นและผู้ได้รับประโยชน์บางส่วนอยู่ในไทย การตามหาความรับผิดชอบจึงต้องมองไปตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ผู้พัฒนาโครงการ ผู้ให้เงินกู้ ไปจนถึงผู้ซื้อไฟฟ้า โดยเฉพาะเมื่อคนที่ต้องอยู่กับระดับน้ำที่เปลี่ยนไปไม่ได้มีอำนาจร่วมตัดสินใจว่าจะสร้างเขื่อนหรือดำเนินการอย่างไร

📌 ฟื้นฟูไม่ใช่แค่ทำให้ค่ามลพิษลดลง แต่ต้องให้คนพื้นที่กำหนดอนาคตได้ 

บำเพ็ญ ไชยรักษ์ จาก Restorative Culture Coalition Thailand เริ่มเล่าจากพื้นที่เหมืองเกลือและโพแทชในภาคอีสาน เมื่อดินและน้ำเค็มขึ้น ชุมชนไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาว่าจะปลูกอะไรหรือใช้น้ำอย่างไร แต่ยังต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเกี่ยวกับเหมืองหรือไม่ บำเพ็ญตั้งคำถามว่าใครเป็นคนกำหนดค่ามาตรฐาน และเหตุใดเมื่อยังพิสูจน์สาเหตุไม่ได้ คนที่ต้องอยู่กับดินและน้ำที่เปลี่ยนไปจึงเป็นฝ่ายแบกรับความไม่แน่นอน

เธอพาไปดูเหมืองทองในจังหวัดเลย ซึ่งหยุดดำเนินการแล้ว แต่ชาวบ้านยังอยู่กับผลกระทบจากสารปนเปื้อน พวกเขาจึงต่อรองเรื่องแผนฟื้นฟู ไม่ยอมให้การตัดสินใจอยู่กับผู้เชี่ยวชาญเพียงฝ่ายเดียว เพราะการทำให้ค่าสารในดินหรือน้ำลดลงยังไม่เพียงพอ หากคนในพื้นที่กลับไปหาอาหาร ทำมาหากิน หรือใช้ชีวิตกับภูเขาเหมือนเดิมไม่ได้ หลังต่อรองมาหลายปี บำเพ็ญเล่าว่าคณะกรรมการฟื้นฟูเริ่มประชุมโดยยอมรับแผนของชาวบ้านเป็นแผนหลัก

ระหว่างรอการฟื้นฟู ชุมชนก็ลงมือทำสิ่งที่ทำได้ก่อน ทั้งกลับไปปลูกฝ้ายและตั้งโรงเรียนทอผ้าเพื่อฟื้นรายได้และความสัมพันธ์ของคนกับพื้นที่ บำเพ็ญถ่ายทอดข้อเสนอของชาวบ้านว่า พวกเขาต้องการมากกว่าการเอามลพิษออกไป แต่ต้องการชีวิตและคุณค่าในชีวิตกลับคืนมา

เรื่องนี้พาเวทีกลับสู่คำถามสำคัญคือ การฟังชุมชนจะเปลี่ยนการตัดสินใจได้จริงหรือไม่ คนในพื้นที่รู้ว่าน้ำเคยไหลอย่างไร ดินเคยปลูกอะไรได้ และสิ่งใดหายไปหลังโครงการเข้ามา พวกเขายังลงมือรักษาและฟื้นสิ่งที่เหลืออยู่แล้ว สิ่งที่เรียกร้องจึงไม่ใช่แค่โอกาสเล่าความเดือดร้อน แต่คืออำนาจร่วมกำหนดว่าจะฟื้นพื้นที่ของตัวเองอย่างไร

Leave A Comment