เรื่อง: อรสา ศรีดาวเรือง
ภาพ: ธเนศ แสงทองศรีกมล
กว่า 3 ทศวรรษหลังเขื่อนราษีไศลเริ่มกักเก็บน้ำ ปัญหาที่ดินทำกินและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบยังแก้ไม่จบ หรือกรณีโครงการผันน้ำยวมเพื่อเพิ่มน้ำให้เขื่อนภูมิพลทำให้คนในพื้นที่กังวลถึงผลกระทบต่อแม่น้ำและปลา แต่เมื่อชาวบ้านอธิบายสิ่งที่รู้จากการอยู่กับลำน้ำมาตลอดชีวิต กลับถูกถามว่าเรียนจบอะไรมา ส่วนที่แม่น้ำกก สารปนเปื้อนในน้ำชวนให้มองถึงต้นทุนของการขุดและแปรรูปแร่สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
เรื่องเหล่านี้เกิดต่างพื้นที่ ต่างเวลา และอยู่ภายใต้ชื่อโครงการต่างกัน แต่เมื่อเสียงของชุมชนไหลมาพบกัน ก็ทำให้เห็นว่า การตัดสินใจเรื่องอนาคตของพื้นที่ยังอยู่ในมือคนเพียงบางกลุ่ม ขณะที่ผู้ต้องอยู่กับผลกระทบกลับมีส่วนกำหนดอนาคตนั้นน้อยเหลือเกิน
เวทีเปิดงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขงอาเซียน 2026 พาผู้คนหลายรุ่น หลายพื้นที่ และหลายประเทศมานั่งเล่าเรื่องต่อกัน เรื่องของชุมชนหนึ่งอาจเริ่มที่แม่น้ำสายเล็กๆ แต่เมื่อฟังกันไป กลับพบว่ามันไหลไปเชื่อมกับประเด็นที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือเรื่องอำนาจ ความรู้ และอนาคตของผู้คนทั้งภูมิภาค

📌 ชุมชนไม่ได้มีแค่เรื่องความเดือดร้อน แต่มีความรู้ที่จะกำหนดอนาคตด้วย
เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงานโปรเจกต์ SEVANA South-East Asia เล่าว่า งานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขงอาเซียนเริ่มขึ้นในปี 2562 เพราะอยากให้ชุมชน นักวิชาการ นักสื่อสาร ศิลปิน และคนรุ่นใหม่มีพื้นที่มาพบกัน ไม่ใช่แค่มารายงานว่าใครเจอปัญหาอะไร แต่ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ตั้งคำถาม และคิดต่อด้วยกันว่าภูมิภาคนี้ควรเดินไปทางไหน
ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เรื่องที่ผู้คนหยิบมาคุยซับซ้อนขึ้นมาก จากเขื่อนขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำโขง ไปสู่เหมืองแร่ มลพิษและการลงทุนข้ามพรมแดน รวมถึงโครงการคาร์บอนเครดิตและพลังงานสะอาด โครงการเหล่านี้มักเล่าถึงอนาคตที่ดีขึ้น แต่คนในพื้นที่อาจกำลังเห็นที่ดินหายไป แม่น้ำเปลี่ยน ระบบนิเวศเสียหาย หรือจำเป็นต้องย้ายจากถิ่นที่อยู่
ถึงอย่างนั้น สิ่งที่เปรมฤดีเห็นมาตลอดไม่ใช่ชุมชนที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ชาวบ้านยังปกป้องแม่น้ำ ผืนป่า ที่ดิน และเมล็ดพันธุ์ของตัวเอง ทั้งด้วยการเคลื่อนไหว การสร้างความรู้ และการดูแลกัน เธอจึงชวนมอง ‘สายธารประชาชน’ ว่าเป็นสายน้ำหลายสายที่ไหลมาพบกัน บางสายต่อสู้มาหลายสิบปี บางสายเพิ่งเริ่มจากคนรุ่นใหม่ เมื่อมาเจอกัน แต่ละพื้นที่ก็ไม่ต้องยืนอยู่กับปัญหาของตัวเองเพียงลำพัง

📌 ก่อนจะมีเสียงดังระดับประเทศ ต้องมีคนในพื้นที่เริ่มจับมือกันก่อน
รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชวนมองย้อนกลับไปว่า ‘สายธาร’ นี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มในวันนี้ แต่เขานึกถึงเวทีชาวบ้านที่จัดคู่ขนานกับการประชุมธนาคารโลกในปี 2534 และการเติบโตของสมัชชาคนจนในเวลาต่อมา แม้ประเด็นที่ต่อสู้จะเปลี่ยนไปตามยุค แต่ข้อเรียกร้องที่ได้ยินมาตั้งแต่ตอนนั้นยังชัดเจน นั่นคือ ‘ประชาชนต้องมีสิทธิกำหนดอนาคตตัวเอง’
บุญเลิศอธิบายเส้นทางการรวมตัวอย่างเห็นภาพ เริ่มจากคนเดือดร้อนในชุมชนเดียวกัน พอพบว่าคนเพียงกลุ่มเดียวส่งเสียงแล้วรัฐอาจไม่ฟัง ก็ต้องเชื่อมกับชุมชนอื่น จากนั้นจึงขยายไปพบเครือข่ายต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้ช่วยเพียงทำให้ปัญหาเป็นที่มองเห็นมากขึ้น แต่ยังทำให้คนต่อสู้ได้เรียนรู้จากกันและกัน เขายกตัวอย่างการแลกเปลี่ยนกับขบวนการคัดค้านเขื่อนในอินเดีย ที่เคยช่วยให้ชาวบ้านไทยเห็นพลังของการรวมกลุ่มข้ามพื้นที่
ผลของการเคลื่อนไหวบางอย่างอาจมองเห็นยากในวันนี้ บุญเลิศชี้ว่าเสียงคัดค้านเขื่อนในอดีตทำให้สังคมเริ่มถามถึงต้นทุนที่เคยถูกมองข้าม ทั้งปลา ป่า แหล่งอาหาร และชีวิตของชุมชน แต่คำถามเรื่องเขื่อนยังไม่จบ หากโครงการขยับไปสร้างในประเทศเพื่อนบ้าน แล้วส่งไฟฟ้ากลับมาขายไทย เพราะแม่น้ำและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไม่ได้หยุดไหลตามเส้นพรมแดน

📌 ปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต แต่คนในพื้นที่กลับใช้ชีวิตยากขึ้น
ผศ.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งคำถามว่า เวลาพูดว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ หากชุมชนไม่เห็นด้วย พวกเขามักถูกมองว่าไม่อยากให้บ้านตัวเองเจริญ ทั้งที่คำถามของชาวบ้านอาจเป็นเพียงว่า ชีวิตของใครจะดีขึ้นและพวกเขามีสิทธิเลือกอนาคตแบบอื่นไหม
เขายกตัวอย่างโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิตในยูกันดา รายงานของบริษัทบอกเล่าความสำเร็จผ่านจำนวนต้นไม้ พื้นที่ป่าที่เพิ่มขึ้น และปริมาณคาร์บอนที่ลดลง แต่เมื่อนักวิจัยลงไปดูชีวิตของผู้คน กลับพบว่าชาวบ้านเข้าถึงฟืนได้ยากขึ้น ต้องใช้น้ำร่วมกับป่าที่ปลูกขึ้น และการหาอยู่หากินจากทรัพยากรในพื้นที่ได้ไม่เหมือนเดิม
วีรบูรณ์จึงเสนอให้ถามทุกโครงการว่า ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ใครมีอำนาจกำหนดอนาคต และหลังโครงการเกิดขึ้นแล้ว คนในพื้นที่ยังควบคุมชีวิตของตัวเองได้หรือไม่ เพราะถ้าต้องให้ชาวบ้านเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดเพื่อรองรับโครงการ คำว่า ‘การพัฒนา’ ก็สมควรถูกตั้งคำถาม

📌 32 ปีผ่านไป ปัญหาราษีไศลยังไม่จบ
แม่ผา กองธรรม นายกสมาคมคนทาม เล่าว่าการต่อสู้เรื่องเขื่อนราษีไศลไม่ได้มีแค่การเดินทางไปเรียกร้องกับรัฐ แต่ผู้ได้รับผลกระทบยังรวมตัวสร้างองค์กร ทำเกษตรอินทรีย์ สร้างตลาด และหาทางให้สมาชิกมีปากท้องที่มั่นคงขึ้นระหว่างรอการแก้ปัญหา นี่คือด้านที่เธอภูมิใจเมื่อมองย้อนกลับไป
แต่อีกด้านหนึ่ง 32 ปีผ่านไป ปัญหาผลกระทบจากเขื่อนยังไม่จบ การเจรจากับรัฐสะดุดซ้ำเมื่อรัฐบาลและคณะกรรมการเปลี่ยน ขณะเดียวกัน ความยืดเยื้อก็ทำให้ผู้เดือดร้อนที่เคยเดินไปด้วยกันแยกออกเป็นหลายกลุ่ม แม่ผาพูดถึงความแตกร้าวนี้อย่างตรงไปตรงมา เพราะต่อให้ทุกคนเจอปัญหาจากเขื่อนเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะรวมพลังกันได้เอง
สิ่งที่เธออยากเห็นต่อจากเวทีนี้จึงเรียบง่ายและเป็นรูปธรรม นั่นคือให้ตัวแทนจากลุ่มน้ำโขง ชี และมูล กลับมานั่งคุยกัน เล่าว่าแต่ละแห่งยังติดปัญหาตรงไหน แล้วช่วยกันคิดว่าจะผลักดันรัฐอย่างไร สำหรับแม่ผา ‘พลังร่วม’ เริ่มได้จากวงคุยที่ผู้คนพร้อมฟังกันอีกครั้ง

📌 ชาวบ้านรู้จักปลาในแม่น้ำดี แต่ทำไมต้องมีปริญญาก่อนจึงจะมีคนฟัง
สิงห์คาร เรือนหอม จากเครือข่ายสาละวิน มองว่าชุมชนติดอยู่กำแพงสองชั้น ชั้นแรกคืออคติที่รัฐมีต่อคนในพื้นที่ ชั้นที่สองคือความรู้ของชาวบ้านยังไม่ได้รับการสนับสนุนให้กลายเป็นข้อมูลที่ใช้ต่อรองกับรัฐได้
เขาเล่าถึงการพูดคุยกับผู้ลงพื้นที่ศึกษาผลกระทบโครงการผันน้ำยวม เมื่อเขาอธิบายว่าปลาท้องถิ่นชอบน้ำไหลและไม่อาจใช้ปลาอื่นมาทดแทนได้ง่ายๆ อีกฝ่ายกลับถามว่าเขาเรียนจบอะไร คำถามสั้นๆ นั้นทำให้เห็นว่าความรู้จากการอยู่กับแม่น้ำมาทั้งชีวิตอาจถูกลดน้ำหนักลงทันทีเมื่อคนพูดไม่มีวุฒิการศึกษา
สิงห์คารไม่ได้ต้องการให้ความรู้ชาวบ้านอยู่เพียงในความทรงจำ เขาเสนอให้คนในพื้นที่เป็นผู้ศึกษาและบันทึกผลกระทบด้วยตนเอง โดยมีนักวิชาการช่วยเป็นพี่เลี้ยงและจัดระบบข้อมูล เมื่อสิ่งที่ชาวบ้านรู้เรื่องปลา น้ำ และป่า ถูกนำมาทำเป็นหลักฐาน พวกเขาก็มีทั้งความมั่นใจและเครื่องมือสำหรับพูดกับรัฐมากขึ้น

📌 ‘อนาคตสีเขียว’ ที่แม่น้ำและผู้คนต้องแบกรับต้นทุน
Hendro Sangkoyo นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวจากอินโดนีเซีย เล่าว่าการลงพื้นที่รับฟังชุมชนในภาคเหนือของไทย รวมถึงการนั่งเรือบนแม่น้ำกกที่ปนเปื้อนสารหนู ทำให้เขามองเห็นอีกด้านของ ‘การเปลี่ยนผ่านพลังงาน’ แร่ที่ใช้ผลิตเทคโนโลยีใหม่ต้องผ่านการขุดและแปรรูป ขณะที่โรงถลุงแร่ต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ทำให้ในหลายพื้นที่ แม่น้ำถูกใช้รองรับของเสียจากกระบวนการผลิต และมีโครงการเขื่อนเข้ามาผลิตไฟฟ้าป้อนอุตสาหกรรม
Hendro เชื่อมภาพที่เห็นในไทยเข้ากับแม่น้ำและโครงการพลังงานในประเทศอื่นของภูมิภาค เขาชวนมองว่าเบื้องหลังโครงการเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงความต้องการพลังงานสะอาด แต่ยังมีทุนการเงิน บริษัทพลังงาน และนโยบายการพัฒนาที่ร่วมกำหนดว่าใครจะได้ใช้ทรัพยากร และใครต้องอยู่กับผลกระทบ เขายังเล่าถึงชุมชนในอำเภอลี้ที่เคยถูกย้ายเพราะเขื่อนภูมิพล ก่อนจะเผชิญความเสี่ยงจากการถูกขับออกจากพื้นที่อีกครั้งเพราะเขตอุทยาน ชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งจึงอาจต้องรับผลจากโครงการพัฒนามากกว่าหนึ่งรอบ
เขาจึงตั้งคำถามต่อทั้ง Net Zero การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกว่าแนวทางเหล่านี้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงหรือไม่ ในเมื่อการขุดแร่ สร้างเขื่อน และผลักภาระให้ชุมชนยังดำเนินต่อไป เพียงแต่ถูกอธิบายด้วยชื่อใหม่
สำหรับ Hendro การพบกันของผู้คนจากหลายพื้นที่มีความหมาย เพราะปัญหาเหล่านี้เชื่อมถึงกันข้ามพรมแดน และความรู้ของคนที่อยู่กับผลกระทบต้องมีส่วนในการกำหนดทางออก

📌 คนรุ่นใหม่ในลาวเข้าถึงข้อมูล แต่ยังขาดเรื่องเล่าจากชุมชน
Noud Savah ตัวแทนคนรุ่นใหม่จากลาว เล่าว่าการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละประเทศมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน สำหรับคนหนุ่มสาวในลาว พื้นที่ให้เรียนรู้และแสดงความคิดเห็นยังมีไม่มาก แม้วันนี้การหาข้อมูลจะง่ายกว่าเมื่อสิบปีก่อน แต่เรื่องเล่าของคนในชุมชนยังเดินทางมาถึงคนรุ่นใหม่ได้ไม่มากพอ บางคนจึงรู้ว่าบ้านเกิดกำลังเปลี่ยนแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มทำอะไรกับสิ่งที่เห็น
Noud เล่าว่าเธอพาเด็กๆ กลับไปฟังเรื่องจากพ่อแม่ของตัวเอง เช่น ป่าเคยช่วยเลี้ยงครอบครัวอย่างไร และช่วยส่งลูกหลานเรียนหนังสือได้อย่างไร จากนั้นก็ชวนคนรุ่นใหม่ใช้ทักษะการหาข้อมูลและการสื่อสาร เล่าต่อว่าแม่น้ำ ป่า หรืออากาศในบ้านเกิดกำลังเปลี่ยนไปแบบไหน ความรู้ที่เคยอยู่กับผู้ใหญ่จึงมีคนรุ่นใหม่ช่วยรับช่วงและส่งออกไปไกลขึ้น
เธอเปรียบเส้นทางของนักต่อสู้รุ่นก่อนกับสายน้ำที่ไหลมายาวนาน ส่วนสายของคนรุ่นใหม่อาจเพิ่งเริ่มต้น เวทีที่ทำให้พวกเขาได้พบคนจากไทย ลาว และประเทศอื่นๆ จึงมีความหมายมากกว่าแค่การมาฟังประสบการณ์ แต่เป็นโอกาสให้ถามว่า เมื่อทุกคนใช้แม่น้ำสายเดียวกัน และเผชิญปัญหาที่ไหลข้ามพรมแดน เราจะเรียนรู้และช่วยกันได้อย่างไร
เรื่องเล่าทั้งหมดบนเวทีทำให้เห็นว่า ‘สายธารประชาชน’ ไม่ได้หมายถึงการรวมผู้เดือดร้อนให้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ความรู้จากพื้นที่ เสียงของคนต่างรุ่น และประสบการณ์ข้ามพรมแดนไหลมาพบกัน จนชุมชนมีพลังมากขึ้นในการกำหนดอนาคตของตัวเอง



