ถอดบทเรียนคนรุ่นใหม่ 3 ประเทศ 3 ฉากทัศน์ด้านเกษตรจากมหกรรมพันธุกรรม 2026

 / สิงหาคม 27,2026

ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนและความไม่มั่นคงทางอาหารที่คืบคลานเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “มหกรรมพันธุกรรม 2026” ณ จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย ได้กลายเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงหัวใจของเกษตรกรและนักขับเคลื่อนรุ่นใหม่ข้ามพรมแดน 

งานนี้นอกจากจะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านเพื่อทวงคืนอำนาจในการพึ่งพาตนเองแล้ว ยังเป็นพื้นที่สะท้อนเสียงสู้ชีวิตของคนรุ่นใหม่จากเวียดนาม สปป.ลาว และเมียนมา ที่ต่างกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายที่แตกต่างกัน ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และสถานการณ์การเมืองในประเทศของตนเอง

นี่คือบทบันทึกการเดินทางและความหวังของคนรุ่นใหม่ 3 คน 3 ประเทศ ที่จะมาบอกเล่าว่า “ดิน น้ำ และเมล็ดพันธุ์” กำลังพยุงความฝันของพวกเขาให้ยืนหยัดได้อย่างไร

จาก HR สู่ผู้สร้าง “ป่าอาหาร” ชุบชีวิตผืนดินเลิมด่ง

จากหนุ่มออฟฟิศผู้มีอนาคตไกลในตำแหน่งฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ของบริษัทเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่สัญชาติเดนมาร์กในจังหวัดบิ่ญเซือง “ต้วน” (Tuan) ตัดสินใจหักปากกาเซียนลาออกจากงานเงินเดือนดีเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิดที่จังหวัดเลิมด่ง (Lâm Đồng) บนเขตที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนาม แม้หัวหน้างานจะเคยตั้งคำถามว่าเขา “บ้าหรือเปล่า” ที่เลือกทิ้งความมั่นคงในเมืองใหญ่เพื่อมาเขียนกวีและทำเกษตร แต่เสียงเรียกร้องภายในหัวใจของเขากลับดังกว่านั้น 

ครอบครัวของต้วนมีที่ดินทำกินประมาณ 3 เฮกตาร์ (ประมาณ 18.7 ไร่) ซึ่งเคยใช้ทำ “เกษตรเคมีเชิงเดี่ยว” ปลูกกาแฟโรบัสต้ามานานกว่า 15 ปี แต่ระบบเคมีได้สร้างกับดักหนี้สินจากต้นทุนปุ๋ยยาที่พุ่งสูง ประกอบกับวิกฤตราคากาแฟตกต่ำในปี 2010 ทำให้ครอบครัวตกอยู่ภายใต้พันธนาการของดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบที่สูงถึง 20% จากพ่อค้าคนกลาง เมื่อตัดสินใจกลับบ้าน ต้วนเริ่มลงมือเปลี่ยนผืนดินเคมีให้กลายเป็นเกษตรอินทรีย์ทันที แม้ในช่วงแรกจะเผชิญปัญหาผลผลิตกาแฟตกฮวบจนสร้างความกังวลให้ครอบครัว แต่เขาได้เรียนรู้และค่อยๆ ปรับลดสารเคมีลงเพื่อฟื้นฟูคุณภาพดิน และเปลี่ยนมาจัดสรรพื้นที่ในรูปแบบ “ระบบป่าอาหาร” (Food Forest System)

ปัจจุบัน ฟาร์มของต้วนกลายเป็นระบบเกษตรฟื้นฟูที่สมบูรณ์แบบ ประกอบด้วย กล้วยกว่า 2,000 ต้น และ อะโวคาโด 100-150 ต้น กาแฟโรบัสต้าออร์แกนิก พืชป่า ขิง และขมิ้น ไก่กว่า 100 ตัว ที่ทำหน้าที่ช่วยกำจัดวัชพืชและเป็นแหล่งปุ๋ยอินทรีย์ในแปลง

ความท้าทายที่สาหัสของต้วนคือ ทำเลที่ตั้งฟาร์มซึ่งห่างไกลจากเมืองหลวงโฮจิมินห์ ทำให้การขนส่งผลผลิตสดมีต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงมาก ต้วนและน้องสาวจึงนำเงินเก็บก้อนสุดท้ายราว 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 300,000 บาท) ไปซื้อเครื่องอบแห้งจากฮานอยเพื่อทำ “กล้วยอบแห้ง” แปรรูปขายทางออนไลน์ควบคู่กับการคั่วกาแฟแบรนด์ตนเองส่งตรงถึงผู้บริโภค 

นอกจากนี้ เขายังร่วมก่อตั้ง “G Farmer Market” ในเมืองท่องเที่ยว เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์รายย่อยและสร้างชุมชนอาหารปลอดภัยร่วมกับชาวต่างชาติ

สำหรับต้วน คติประจำใจในการทำเกษตรยั่งยืนคือ “จงทำความเข้าใจผืนดิน ทำงานหนัก ร่วมมือกับผู้อื่น และเรียนรู้จากชุมชน”

 

เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน และการพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ของตัวเอง

“มะลิ” (Mali) เกษตรกรหญิงผู้แข็งแกร่งจากบ้านใหญ่นาเจริญ เมืองสังทอง กำแพงนครเวียงจันทน์ สปป.ลาว เดินทางมาร่วมงานมหกรรมพันธุกรรมนี้เป็นครั้งที่ 2 เธอสะท้อนมุมมองว่า สิ่งที่เชื่อมโยงเกษตรกรลุ่มน้ำโขงเข้าด้วยกันคือ “ความรักในผืนดินและสายน้ำสะอาด” และวัฒนธรรม “การเก็บเมล็ดพันธุ์ด้วยตนเอง” ซึ่งถือเป็นหลักประกันความมั่นคงทางอาหารเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นทาสของเมล็ดพันธุ์การค้าจากบริษัทอุตสาหกรรม

มะลิบริหารจัดการพื้นที่ทำกินขนาดใหญ่ถึง 8 เฮกตาร์ (ประมาณ 50 ไร่) [100] โดยแบ่งสัดส่วนการใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่า ประกอบด้วย สวนยางพารา และ พื้นที่เลี้ยงวัว 15 ตัว พื้นที่ทำนาข้าว ในฤดูฝน แปลงผักหมุนเวียนตามฤดูกาล ในฤดูแล้ง (เช่น ผักกวางตุ้ง ผักกาดเขียว ผักชี ผักบุ้ง โหระพา) เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดอินทรีย์ในนครหลวงเวียงจันทน์

แม้จะมีพื้นที่ขนาดใหญ่แต่มะลิกลับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดแรงงาน ด้วยการพึ่งพาเทคโนโลยีหมุนเวียนและนวัตกรรมจัดการแปลงคือ ปั๊มน้ำโซล่าเซลล์ (Solar Pump) เพื่อสูบน้ำจากสระน้ำที่ขุดเองในฟาร์มเพื่อกักเก็บและกระจายน้ำโดยไม่ต้องมีระบบชลประทานรัฐ, ระบบน้ำหยดและสปริงเกอร์ประหยัดน้ำและแรงงานได้อย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับอดีตที่ต้องใช้บัวรดน้ำแบบดั้งเดิม และใช้พลาสติกคลุมดิน เพื่อควบคุมวัชพืชและรักษาความชื้นในดิน ทำให้แปลงผักสะอาดและเติบโตได้ดี

ชีวิตประจำวันของมะลิเริ่มขึ้นตั้งแต่ตี 3 ตี 4 เพื่อเก็บเกี่ยวผักสดเตรียมส่งตลาด โดยมีสามีซึ่งเป็นคุณครูช่วยนำไปกระจายส่งให้กลุ่มแม่ค้าในท้องถิ่นและตลาดอินทรีย์ลุ่มแม่น้ำโขงก่อนจะไปโรงเรียน สร้างรายได้เฉลี่ยวันละ 500-600 บาท มะลิเน้นย้ำว่า ความสำเร็จในวิถีเกษตรจะมั่นคงได้ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการมีสิทธิครอบครองที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง และเธอตั้งใจที่จะเผยแพร่องค์ความรู้และเมล็ดพันธุ์ที่สะสมมานานหลายปี เพื่อให้คนลาวสามารถพึ่งพาตนเองและปลูกผักกินเองเพื่อลดค่าครองชีพได้อย่างกว้างขวาง

ผู้ประคองเศษเสี้ยวความฝันของเยาวชน ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งและภัยเงียบจากเหมืองแร่หายาก

เรื่องราวของ “ตองสี” (Tongsi) สะท้อนภาพความจริงที่กล้าหาญของคนรุ่นใหม่ในเมียนมา แต่แฝงความเจ็บปวดจากการเผชิญหน้ากับรัฐประหาร

ตองสีมาจากรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของเมียนมา ซึ่งปัจจุบันบ้านเกิดของเขากำลังเผชิญกับสถานการณ์สงครามอันดุเดือด ปัจจุบันเขาทำงานอยู่ที่สถาบันคริสตศาสนศาสตร์ลีซู (Lisu Theological Seminary) เมืองปิ่นอูลวิน เขตมัณฑะเลย์ เขาเล่าว่า ก่อนการรัฐประหารในปี 2021 เยาวชนและคนรุ่นใหม่ในเมียนมาตื่นตัวอย่างมากในการจัดตั้งองค์กรชุมชน สร้างบ้านดิน บ้านไม้ไผ่เพื่อร่วมกันออกแบบสังคมใหม่ แต่หลังจากช่วงการเมืองที่รุนแรง ทำให้เกิดข้อจำกัดการเดินทางข้ามรัฐที่เข้มงวด คนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาจำนวนมากต่าง “สูญเสียความฝันและโอกาส” ในการขับเคลื่อนสังคมอย่างสิ้นเชิง

นอกจากมิติทางการเมืองแล้ว รัฐคะฉิ่นบ้านเกิดของเขายังเผชิญหน้ากับหายนะสิ่งแวดล้อมจากการขยายตัวของ “เหมืองแร่หายาก” รวมถึงเหมืองทองและเหมืองถ่านหินบริเวณชายแดนติดกับจีน 

จากการลงพื้นที่ติดตามปัญหานี้ถึง 3 ครั้ง ตองสีพบความจริงอันน่าสลดใจว่า มีสารเคมีปนเปื้อนจากเหมืองแร่ได้รั่วไหลลงสู่แม่น้ำสาขาสำคัญที่ไหลลงสู่แม่น้ำอิรวดี ส่งผลให้วัวและปลาลอยตายเป็นจำนวนมาก นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจ บีบบังคับให้เกษตรกรท้องถิ่นตัดสินใจละทิ้งการทำนาที่ต้องรอผลผลิตนาน 3-4 เดือน หันไปรับจ้างทำงานในเหมืองแร่และเหมืองทองเพื่อแลกกับรายได้ที่รวดเร็วและประทังชีวิตรอดวันต่อวัน

การได้เดินทางข้ามพรมแดนมาเยือนจังหวัดสุรินทร์ในงานมหกรรมพันธุกรรมครั้งนี้ จึงเป็นดั่งแสงสว่างและการเติมพลังใจให้แก่ตองสีอย่างยิ่ง เขาเผยความรู้สึกด้วยความตื้นตันว่า การรวมตัวกันของพี่น้องชาวไทยและเครือข่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในงานนี้ เปรียบเสมือนการยื่นมือเข้ามาโอบกอด พยุง และส่งผ่านความหวังในการทำเกษตรอินทรีย์ยั่งยืนกลับไปหล่อเลี้ยงใจคนเมียนมาในยามมืดมิด

แม้เรื่องราวของ ต้วน, มะลิ และตองสี จะสะท้อนผ่านบริบทปัญหาที่แตกต่างกันคือ เวียดนามต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจและกับดักเคมีเชิงเดี่ยว ลาวมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนแรงงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เมียนมาเผชิญมรสุมการเมืองและการพังทลายของทรัพยากรธรรมชาติจากอุตสาหกรรมสกัด สิ่งที่เป็น “จุดร่วมเชิงคุณค่า” ที่พวกเขานำมาพูดคุยและแสดงให้เห็นในมหกรรมพันธุกรรม 2026 ครั้งนี้คือ ความเชื่อมั่นในอำนาจของเมล็ดพันธุ์และการอนุรักษ์ธรรมชาติ

เสียงของพวกเขายืนยันว่า ตราบใดที่เรายังคงเก็บรักษา ปกป้องดิน น้ำ และแบ่งปันเมล็ดพันธุ์อย่างไม่ยอมแพ้ เมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงและอนาคตที่ยั่งยืนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังคงมีโอกาสเติบโตงอกงามเสมอ

Leave A Comment