ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่ทวีความผันผวนรุนแรงยิ่งขึ้น “คาร์บอนเครดิต” ถูกผลักดันจากบรรษัทข้ามชาติ รัฐบาล และองค์กรพัฒนาเอกชนบางกลุ่ม ให้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกอบกู้โลกจากวิกฤตภูมิอากาศ แต่รายงานของ GRAIN เรื่อง “The Carbon Credit Trap: A new danger for farmers in Asia” กลับชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เมื่อคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกฟอกเขียว (greenwashing) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้ออำนวยให้กลุ่มผู้ก่อมลพิษรายใหญ่สามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ แหล่งกำเนิดต้นทาง ภายใต้คำกล่าวอ้างถึงการกอบกู้ฟื้นฟูโลก โครงการคาร์บอนเครดิตได้กลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่เข้ามาแย่งยึดและพรากเอาสิทธิในการจัดการที่ดินไปจากเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากในหลายพื้นที่ทั่วเอเชีย
รายงานของ GRAIN ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า พื้นที่เพาะปลูกในภูมิภาคเอเชียกำลังตกเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของตลาดคาร์บอนระดับโลก ในปัจจุบัน เอเชียคือแหล่งผลิตคาร์บอนเครดิตมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก โดยกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกมากถึงร้อยละ 50 เอเชียใต้ร้อยละ 31 และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร้อยละ 12 นอกจากนั้น ยังมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ภูมิภาคนี้จะสามารถสร้างมูลค่าจากตลาดคาร์บอนเครดิตได้สูงถึงเกือบ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
ตัวเลขผลประโยชน์อันมากมายมหาศาลนี้ สอดรับกับท่าทีของรัฐบาลในเอเชียที่เร่งสร้างตลาดคาร์บอนและกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเอื้ออำนวยให้บริษัทและประเทศต่าง ๆ สามารถเข้ามากว้านซื้อเครดิตและนำไปอ้างผลการลดก๊าซเรือนกระจกได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการปล่อยที่แท้จริง สิ่งที่ตามมาคือเกษตรกรเอเชียจำนวนมากกำลังถูกผลักดันให้เข้าร่วมโครงการ ต้องยอมสูญเสียอำนาจในการบริหารจัดการที่ดิน และถูกผูกมัดให้เปลี่ยนแปลงวิถีการทำเกษตรของตนในระยะยาว
ภาพสะท้อนของการสูญเสียอำนาจและสิทธิเหนือที่ดินดังกล่าว ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านโครงการที่อ้างว่าเป็นไปเพื่อการปกป้องและฟื้นฟูป่าไม้ อย่างโครงการ REDD+ ซึ่งมักพุ่งเป้าไปที่การตั้งกฎเกณฑ์กีดกันและจำกัดการเข้าถึงป่าของชุมชนท้องถิ่น มากกว่าการจัดการกับต้นตอของการตัดไม้ทำลายป่าเชิงอุตสาหกรรม กรณีศึกษาที่รุนแรงเกิดขึ้นในประเทศกัมพูชา เมื่อโครงการ Southern Cardamom REDD+ ได้ใช้กำลังบังคับขับไล่และตั้งข้อหาเอาผิดกับกลุ่มชนพื้นเมืองชาวชอง (Chong) เพียงเพราะพวกเขาเข้าไปการเกษตรในผืนดินของบรรพบุรุษ แม้ต่อมาการประท้วงจะนำไปสู่การระงับการออกคาร์บอนเครดิตใหม่ชั่วคราวในปี 2023 แต่โครงการนี้ก็ได้ดำเนินการขายคาร์บอนเครดิตออกไปแล้วมากกว่า 28.6 ล้านเครดิต
นอกเหนือจากป่าบกแล้ว ยังพบโครงการคาร์บอนป่าชายเลนในพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งของเอเชียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยฉวยใช้ประโยชน์จากแนวชายฝั่งของภูมิภาคที่ยาวเกือบ 62,800 กม. ซึ่งยาวที่สุดในบรรดาทุกทวีป ดังกรณีของประเทศไทย ในปี 2022 รัฐบาลไทยได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับบริษัทเอกชน 17 แห่ง เพื่อมอบสิทธิในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าชายเลนกว่า 7,000 เฮกตาร์ในภาคใต้ ข้อตกลงนี้มอบสิทธิขาดให้กลุ่มทุนครอบครองผลประโยชน์จากป่าแต่เพียงผู้เดียว และห้ามมิให้ชุมชนเข้าไปใช้ประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา พื้นที่ป่าชายเลนในไทยมากกว่า 34,000 เฮกตาร์ถูกนำไปขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตโดยที่ชุมชนท้องถิ่นไม่เคยได้รับแจ้งล่วงหน้า ส่งผลให้ชาวบ้านต้องตกอยู่ในภาวะหวาดวิตกต่อการสูญเสียที่ดินทำกินให้แก่หน่วยงานของรัฐ
มากไปกว่านั้น โครงการคาร์บอนเครดิตยังรุกล้ำเข้าไปควบคุมและผูกขาดวิถีการผลิตของเกษตรกรอย่างเบ็ดเสร็จ ในเอเชีย โครงการลดการปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าว ครองสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 53 ของโครงการคาร์บอนภาคเกษตรที่ขึ้นทะเบียนและเครดิตที่ขายได้ทั้งหมด โดยมีจีนและอินเดียเป็นศูนย์กลางในการจัดหาคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ปลูกข้าวในภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกัน ประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่อื่นๆ ก็กำลังก้าวเข้ามาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดอย่างต่อเนื่อง
ความน่ากังวลคือโครงการลักษณะนี้บีบบังคับให้เกษตรกรต้องละทิ้งวิถีการทำนาแบบดั้งเดิม และหันมาใช้วิธีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งส่งผลให้วัชพืชเติบโตง่ายขึ้นจนต้องพึ่งพาสารเคมี นอกจากนั้น โครงการเหล่านี้ยังกำหนดให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวลูกผสมที่ไม่สามารถเก็บไว้เพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป อีกทั้งยังพยายามใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและแอปพลิเคชัน เพื่อจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลแปลงเกษตร เพื่อควบคุมกระบวนการตัดสินใจของชาวบ้าน การดำเนินโครงการดังกล่าวจึงกลายเป็นเครื่องมือที่กลุ่มบรรษัทเมล็ดพันธุ์และเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรยักษ์ใหญ่ เช่น Bayer/Monsanto, Syngenta และเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ใช้เพื่อผูกมัดให้เกษตรกรต้องซื้อผลิตภัณฑ์ของตน และผนวกรวมเอาเกษตรกรเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเกษตรอย่างสมบูรณ์
ในตอนท้ายของรายงาน GRAIN เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า โครงการคาร์บอนเครดิตมิใช่แนวทางแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่แท้จริง แต่เป็นเพียงเครื่องมือฟอกเขียวที่อนุญาตให้กลุ่มบรรษัทยังคงปล่อยมลพิษได้ต่อไป ข้อเสนอในตอนท้ายของรายงานฉบับนี้ เสนอว่าทางออกที่แท้จริงของวิกฤตภูมิอากาศมีรากฐานอยู่ในระบบนิเวศเกษตร (agroecology) และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีมาอย่างยาวนาน เช่น การทำนาแบบเป็ด-ข้าว-ปลา ที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งช่วยเติมอากาศในนาข้าว ลดการปล่อยก๊าซมีเทน และควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืชได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เป็นพิษต่อระบบนิเวศ ตลอดจนภูมิปัญญาในการเก็บรักษาพันธุ์ข้าว การปลูกพืชหมุนเวียนและการทำเกษตรแบบวนเกษตรเพื่อปกป้องความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินและกักเก็บคาร์บอน แนวทางที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีปฏิบัติของชุมชนท้องถิ่นเหล่านี้คือหนทางในการอยู่กับโลกหลากวิกฤต ไม่ใช่ทางออกจอมปลอมที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อขัดขวางความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ และเอื้อประโยชน์ต่อบรรดาผู้ก่อมลพิษที่พยายามเดินหน้าฟอกเขียวตัวเองอย่างเต็มกำลังและไร้ความรับผิดชอบ
สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบเชิงโครงสร้างของโครงการคาร์บอนเครดิตที่มีต่อเกษตรกรในเอเชีย สามารถเข้าถึงและดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มเรื่อง “The Carbon Credit Trap: A new danger for farmers in Asia” จัดทำโดยองค์กร GRAIN ได้ที่ https://grain.org/e/7378



