ถอดบทเรียนจากชุมชน สู่การสร้างระบบเศรษฐกิจของตัวเอง

 / กรกฎาคม 31,2026

ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ตัวเลข GDP ของประเทศอาจเติบโต แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่กลับหมุนเวียนอยู่เพียงในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และธนาคาร จนแทบไม่ถึงมือประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย เวทีเสวนาในงานมหกรรมพันธุกรรม 2569 ภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาองค์กรชุมชนกับการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ” จึงเป็นพื้นที่สำคัญในการถอดบทเรียนจากผู้ปฏิบัติจริงที่ลุกขึ้นมาสร้าง “ระบบเศรษฐกิจของตัวเอง” โดยใช้ฐานทรัพยากรและพันธุกรรมท้องถิ่นเป็นอาวุธสำคัญในการต่อรองและสร้างความยั่งยืน

คุณอุบล อยู่หว้า ทำหน้าที่พิธีกรดำเนินวงสนทนาในครั้งนี้ ได้เปิดประเด็น ชี้ให้เห็นถึง โครงสร้างส่วนบนของเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาอย่างรุนแรง โดยอธิบายว่า “เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่กับบริษัทใหญ่กับธนาคาร เม็ดเงินที่เข้ามาในประเทศไทยหรือหมุนเวียนในประเทศไทย วนเวียนอยู่กับบริษัทใหญ่และธนาคาร มาไม่ถึงประชาชนทั่วไปที่มาเจอกันในงานนี้”

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทำให้องค์กรชุมชนทั่วประเทศต้องหันกลับมาตั้งคำถามว่า หากกลไกของรัฐและทุนใหญ่พึ่งพาไม่ได้ เกษตรกรและคนตัวเล็กตัวน้อยจะสร้าง “ระบบตลาด” และ “ความเข้มแข็ง” ของตนเองขึ้นมาได้อย่างไร

ระบบและฐานข้อมูล หัวใจของการจัดการพันธุกรรม

จุดเริ่มต้นของความยั่งยืนต้องวางอยู่บน “ระบบ” ที่เข้มแข็ง คุณรัฐการณ์ อัตตะวุฒิคุณ จากมูลนิธิเอโคเอเชีย (ECHO Asia) เน้นย้ำว่าหากชุมชนไม่มีระบบจัดการที่ดี ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้ยาก เอโคเอเชียทำหน้าที่เป็น “ธนาคารเมล็ดพันธุ์” ที่รวบรวมพืชกว่า 1,000 ชนิดไว้ในฐานข้อมูล และมีเมล็ดพันธุ์พร้อมแจกจ่ายกว่า 200 ชนิด เพื่อให้เกษตรกรนำไปอนุรักษ์และขยายพันธุ์ต่อ

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ “พริกผีบ้า” หรือพริกพิโรธ ที่มีความเผ็ดสูงมากจนสามารถนำไปใช้ทำสเปรย์ไล่แมลงในระบบเกษตรอินทรีย์ได้อย่างดีเยี่ยม คุณวาได้กล่าวว่า “ระบบเนี่ยเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ถ้าระบบไม่ดี เราจะเดินไม่ค่อยง่าย การประสบความสำเร็จอาจจะเป็นไปได้ยาก” การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น ห้องเย็นพลังงานแสงอาทิตย์และการบรรจุสุญญากาศ จึงถูกนำมาใช้เพื่อรักษาพันธุกรรมเหล่านี้ให้คงอยู่ยาวนาน

การสู้ด้วย “แผนการผลิต” และการ “แปรรูปปลายน้ำ”

คุณสุมณฑา เหล่าชัย เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการผลิตและแปรรูปข้าวอินทรีย์ (กลุ่มอารยะฟาร์ม) จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า ในพื้นที่ลุ่มน้ำยัง จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติอย่าง “น้ำท่วมซ้ำซากและแล้งซ้ำซาก” องค์กรชุมชนได้รวมตัวกันเพื่อต่อสู้เชิงนโยบายและความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ เช่น การวางแผนตามระบบนิเวศ สมาชิกกว่า 200-300 ครอบครัว จะปลูกข้าวตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น พื้นที่ลุ่มจะปลูก ข้าวมะลิดำหรือมะลิแดง ซึ่งกลุ่มมีระบบประกันราคารับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกที่หน้าโรงสี

ความจำเป็นของการแปรรูป  โรงสีข้าวมาตรฐานอินทรีย์ของกลุ่ม แม้จะผลิตได้ถึง 15 ตันต่อวัน แต่กำไรจากการสีข้าวเพียงอย่างเดียวมีเพียงปีละแสนกว่าบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงระบบ จึงต้องพัฒนาสู่การทำ “แป้งข้าวพื้นบ้าน” และเบเกอรี่ทางเลือก เช่น คุกกี้ วาฟเฟิล และขนมปัง เพื่อสร้างงานและเพิ่มทักษะให้คนในชุมชน

การตลาดนำการผลิต เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

คุณกนกพร ดิษฐกระจันทร์ กลุ่มส่งเสริมเกษตรกรอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี นำเสนอวิธีคิดแบบนักการตลาดชุมชนว่า “เราต้องไปหาปลายทางก่อน แล้วเราถึงจะกลับมาหาต้นทางว่าเราจะปลูกอะไร” การกำหนดราคาเองได้โดยไม่ต้องผ่านโรงสีทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น การส่ง “ข้าวระยะน้ำนม” เข้าโรงแรมในราคาถึงกิโลกรัมละ 100 บาท

นอกจากนี้ กลุ่มอู่ทองยังทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ โดยการรับสินค้าจากภาคอื่นมาจำหน่าย เช่น สะตอจากภาคใต้หรือหอมกระเทียมจากภาคเหนือ และยังมีการใช้นวัตกรรมตู้ตากพลังงานแสงอาทิตย์มาช่วยในการแปรรูปผักที่ตกเกรดให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูง เพื่อลดการสูญเสียของผลผลิต

เศรษฐกิจเอื้ออาทร พลังของผู้สูงอายุและงานวิจัย

ที่กลุ่มฮักน้ำจาง จ.ลำปาง คุณเปรมศักดิ์ สุริวงค์ใย วิสาหกิจชุมชนฮักน้ำจาง จ.ลำปาง แสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่มีอายุเฉลี่ยถึง 69.9 ปี ก็สามารถสร้างระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งได้ผ่านความเอื้ออาทร โดยสมาชิกจะเก็บผักสดมาส่งที่กลุ่มทุกเช้ามืดและรับเงินสดในตอนเย็น เพื่อให้มีเงินใช้จ่ายในครัวเรือนได้ทันที

คุณเปรมศักดิ์ กล่าวถึงความสำคัญของรายได้รายวันว่า “ชาวบ้านต้องให้เขาเห็นเรื่องของรายได้ทุกวัน เวลาหลานจะไปโรงเรียนเนี่ย ควักได้นะ” กลุ่มฮักน้ำจางยังนำ “ผักเชียงดา” มาแปรรูปเป็นชาและซุปก้อนอบแห้ง โดยใช้ผลการวิจัยทางวิชาการมารองรับสรรพคุณเพื่อยกระดับราคาจากมัดละ 10 บาท เป็นผลิตภัณฑ์หลักร้อยบาท สิ่งนี้สะท้อนว่างานวิจัยที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นกุญแจสำคัญสู่ตลาดสากล

ทวงคืนอำนาจ เอาสังคมกลับมากำกับเศรษฐกิจ

ในมุมมองเชิงวิชาการ อาจารย์ฐากูร สรวงศ์สิริ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี สรุปว่าสิ่งที่ทุกกลุ่มกำลังทำคือการ “ทวงคืนกติกามาให้คนตัวเล็กตัวน้อย” ตลาดเขียวไม่ใช่แค่ที่ซื้อขาย แต่คือพื้นที่ที่ใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจ (Participatory Guarantee Systems) และทุนทางสังคมมาเป็นตัวขับเคลื่อน อาจารย์ฐากูรเปรียบเทียบว่าเศรษฐกิจแบบทุนนิยมพยายามแยกตัวเองออกจากสังคมและบังคับใช้กติกาเพียงด้านกำไรสูงสุด แต่ตลาดเขียวคือการดึงความสัมพันธ์แบบ “ลงแขก” กลับมา  “ตลาดเขียวเนี่ย มันเป็นตลาดที่ทวงคืนกติกาเข้า มาให้คนตัวเล็กตัวน้อยเป็นคนกำหนดกติกา เป็นคนกำหนดทิศทางใหม่ เพื่อไม่ให้คนตัวเล็กตัวน้อยหรือเกษตรกรนั้นเสียเปรียบ”

บทเรียนจากเวทีเสวนาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ความยั่งยืนขององค์กรชุมชนจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการรวมกลุ่มบริหารการผลิต ใช้ข้อมูลและงานวิจัยเป็นฐาน และกล้าที่จะก้าวเข้าสู่การแปรรูปและนวัตกรรม เพื่อให้สินค้าจากน้ำพักน้ำแรงของเกษตรกรไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบราคาถูก แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราว มีคุณค่า และมีอำนาจต่อรองในตลาดโลกยุคใหม่

รับชมลิงก์ย้อนหลัง

 

Leave A Comment