ชุมชนลุ่มน้ำสาละวินกับสถานการณ์การปนเปื้อน

 / กรกฎาคม 17,2026

บทสรุปการบรรยาย “ชุมชนลุ่มน้ำสาละวินกับสถานการณ์การปนเปื้อน” 

ในกิจกรรมค่ายหนังสารคดีเพื่อสายน้ำ 16  ก.ค. 2026
โดย Naw Kwee Khu ตัวแทน CSO ลุ่มน้ำสาละวิน, เปรมฤดี ดาวเรือง โปรเจกต์เสวนา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, มาลี สิทธิเกรียงไกร ศูนย์ศึกษาชาติพันธ์ุและการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


การบรรยายจาก Naw Kwee Khu ตัวแทนภาคประชาสังคม ลุ่มน้ำสาละวิน

แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำเขตแดนไทยและพม่า แบ่งเป็นฝั่งสาละวินตะวันตกและตะวันออก ผู้คนใช้ภาษากะเหรี่ยงเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ตามพื้นที่สาละวินไม่ได้มีเพียงชาติพันธุ์เดียว แต่ในเขตนี้มีชาติพันธุ์ไทใหญ่ คะเรนนี กะเหรี่ยง มอญ เรียงลำดับจากเหนือลงใต้กันไป 

โดยคนลุ่มน้ำสาละวินใช้ชีวิตพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ปลูกข้าว ทำนา ทำไร่ โดยในพื้นที่ไม่ได้มีคนอยู่มากนัก ผู้คนเพาะปลูกริมน้ำในหน้าแล้ง เก็บสมุนไพร และทำประมงในแม่น้ำสาละวิน

เมื่อแม่น้ำยังไหลอิสระ คนก็ยังพึ่งพิงแม่น้ำได้ แต่รัฐบาลพม่ายังหวังที่จะสร้างเขื่อนที่สาละวิน โดยตั้งใจสร้างเขื่อนอยู่ 3-6 แห่งตามจุดเขตแดน โดยมีกำลังการผลิตตั้งแต่ 200 1,000 จนถึง 4,500 เมกะวัตต์ เช่น เขื่อนฮัตจีที่มีกำลังการผลิต 1,300 MW เขื่อนนี้เป็นโครงสร้างโดยรัฐบาลพม่าและรัฐบาลจีน แต่ภาคประชาสังคมก็มีแผนหยุดเขื่อน ซึ่งที่ผ่านมาสามารถหยุดเขื่อนได้ เพราะทหารกะเหรี่ยงสามารถคุมพื้นที่ในรัฐกะเหรี่ยงได้ และชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ก็ได้ต่อสู้ในประเด็นนี้ ส่วนพื้นที่เขื่อนอื่นๆ นั้นอยู่ในพื้นที่ของคนไทใหญ่และคะเรนนี พื้นที่ที่มีการวางแผนสร้างเขื่อนในอนาคตก็มีชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้ แต่พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแท้จริงเลยต่อสู้ลำบาก

เขื่อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่เกิดขึ้นมาพร้อมกับสัมปทานต่างๆ เช่น การทำเหมืองแร่หรือเหมืองทอง แม้ขณะนี้ ริมลำน้ำสาละวินยังไม่มีโครงการขนาดใหญ่ แต่โครงการเล็กๆ หลายโครงการก็ปล่อยมลพิษลงสู่แม่น้ำ จนแม่นำ้ปนเปื้อน เช่น โครงการท่าไทร ทุกที่ที่ทุนเข้าไปจะมีผลกระทบเกิดขึ้น

เมื่อเกิดมลพิษขึ้น ความหลากหลายของทรัพยากรก็หายไป ในพื้นที่สาละวินนั้นเข้าถึงน้ำสะอาดได้ยากมาก คนในพื้นที่ใช้นำ้จากลำห้วยโดยตรง ทั้งอาบน้ำและดื่มน้ำ ไม่ได้ใช้น้ำประปา หากเดินทางไปที่หมู่บ้าน คนในพื้นที่ก็จะต้มน้ำใส่กานำมาให้เราดื่ม เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีน้ำบรรจุขวด คนที่อยู่ในพื้นที่แม้รู้ว่าแม่น้ำปนเปื้อน พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้แม่น้ำต่อไป สิ่งที่ทำได้คือการให้ข้อมูลที่ควรระวังแก่ชุมชน

เมื่อความหลากหลายทางชีวภาพเปลี่ยนไป พื้นก็เปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ป่าไม้ตามชายน้ำหายไป พบดินถล่มตามตลิ่ง และน้ำท่วมรุนแรงขึ้น ในฤดูแล้งก็แล้งหนักจนปลาในบึงแห้งตาย ในฤดูฝน ฝนก็ตกจนน้ำท่วมรุนแรง

นอกจากนั้น ในพื้นที่มีประเด็นด้านความมั่นคง เช่น คนกะเรนนีที่กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในพื้นที่ของตัวเอง อย่างน้อย 1.2 ล้านคนที่กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในพื้นที่ตัวเอง (จากข้อมูลในเดือนมิถุนายน) ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมคนไทใหญ่และคนมอญ ในพื้นที่สถานการณ์รุนแรงขึ้น ในเดือนกรกฎาคมนี้ตัวเลขผู้พลัดถิ่นภายในพื้นที่น่าจะถึง 1.3 ล้านคน โดยเพิ่มจำนวนขึ้นทุกๆ วัน

เมื่อผู้คนในพื้นที่ส่งเสียงออกมาอาจโดนจับและไม่สามารถใช้ชีวิตแบบปกติได้ พวกเขาไม่ได้เผชิญแค่เรื่องสภาพอากาศ สงครามก็ทำให้แม่น้ำสาละวินตกอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วง เมื่อแม่น้ำสาละวินไม่ได้มีแค่คนกะเหรี่ยง แต่ยังมีคนกลุ่มอื่นๆ เช่น คะเรนนีและไทใหญ่ การสร้างเครือข่ายข้ามพรมแดนและกลุ่มนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำต่อร่วมกัน

การบรรยายจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาลี สิทธิเกรียงไกร ศูนย์ศึกษาชาติพันธ์ุและการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ที่ผ่านมา โครงการผันน้ำยวม-สาละวินมีการรื้อฟื้นโครงการขึ้นมาใหม่หลายครั้ง โดยก่อนหน้านี้ไม่ผ่านการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือ EIA แต่โครงการนี้ก็ถูกฟื้นกลับมาในรัฐบาลประยุทธ์ จันทรโอชา

โครงการผันน้ำยวมเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีงบประมาณถึงแสนล้านบาท โครงการนี้ต้องการสร้างเขื่อนบริเวณแม่น้ำยวม รัฐบาลไทยคิดในฐานที่ว่า พวกเขาไม่ต้องการปล่อยให้เกิด “น้ำทิ้งเปล่า” ลงแม่น้ำสาละวิน จึงต้องการผันน้ำกลับเข้าไปที่เขื่อนภูมิพล โดยสร้างเขื่อนปิดไม่ให้น้ำไหลและใช้อุโมงค์ส่งน้ำกว้างประมาณ 8 เมตร แต่พื้นที่อุโมงค์ส่งน้ำเป็นพื้นที่ภูเขาทั้งหมด เช่น อ. อมก๋อย จ.เชียงใหม่ น้ำที่รัฐบาลต้องการกั้นนั้นจะไหลไปทะเลสาบดอยเต่า และเขื่อนภูมิพล จากนั้นไหลไปให้ชาวนาในภาคกลาง

เมื่อ 3 อาทิตย์ก่อน ชาวนากำแพงเพชรจำนวนประมาณ 5,000-6,000 คน ได้ยื่นจดหมายเร่งรัดโครงการผันน้ำยวม เนื่องจาก EIA มีอายุห้าปีและใกล้สิ้นสุดลง แต่โครงการนี้ยังมีข้อกังขาว่าจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ชาวนาจริงหรือไม่ ในเมื่อการผันน้ำจะเกิดขึ้นในฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูที่ชาวนาในภาคกลางเจอปัญหาน้ำท่วมอยู่แล้ว แต่ EIA กลับไม่ได้เล่าให้ผู้คนเข้าใจ

นอกจากโครงการผันน้ำแล้ว สาละวินก็เกิดการปนเปื้อนโลหะหนักหรือสารหนูจากเหมืองแร่ เหมืองในพื้นที่นั้นผุดขึ้นมาหลังปี 2021 ซึ่งเกิดรัฐประหาร ซึ่งรัฐบาลพม่านำเงินจากการเปิดเหมืองนี้มาจัดการประชาชนที่ขัดขืน เหมืองเหล่านี้ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นเหมืองเถื่อนที่ไม่ได้ให้สัมปทาน จีนนั้นเข้ามาทำเหมืองในพื้นที่ด้วย เนื่องจากความต้องการแร่แรร์เอิร์ธมีสูง โดยแร่นี้เป็นแร่หาง่ายแต่สกัดได้ยาก โดยส่วนใหญ่แล้วใช้ผลิต “พลังงานสีเขียว” หรืออยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ เช่น มือถือ รถยนต์ไฟฟ้าที่จีนผลิตจนล้นตลาดและเอามาขายที่ไทย รถไฟฟ้า หรือพื้นที่ฟาร์มกังหันลมขนาดใหญ่ โดยแร่แรร์เอิร์ธก็ถูกใช้ในพลังงานเหล่านี้ โดยแม่น้ำสาละวินพบการปนเปื้อนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ชีวิตที่สาละวินตะวันตกนั้นแย่กว่าฝั่งไทย เพราะเศรษฐกิจก็แย่ การเข้าถึงถนนหนทางและสาธารณูปโภคต่างๆ ก็ยาก ผู้คนไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ ต้องกินดื่มจากแม่น้ำเท่านั้น

ธรรมชาติในที่นี้ไม่ใช่แค่ต้นไม้ สายลมหรือแสงแดดที่เราเห็นจากการท่องเที่ยว แต่ธรรมชาติคือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบล้อมตัวเรา และมีคนอยู่ด้วย การพัฒนาในบางกรณีนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่การพัฒนาที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนทำให้เกิดปัญหา เพราะผู้คนถูกละเลย เช่น กรมควบคุมมลพิษมองแม่น้ำเป็นตัวเลขและปริมาณการปนเปื้อนแต่บอกไม่ได้ว่าการปนเปื้อนมาจากไหน แต่แม่น้ำในมุมมองของชาวบ้านคือวิถีชีวิตและวิถีทำกิน เช่น การปลูกกระเจี๊ยบเขียวหรือกระเทียมในพื้นที่เชียงราย ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นเป็นคุณค่าของแม่น้ำ

การบรรยายจากเปรมฤดี ดาวเรือง โปรเจกต์เสวนา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

การปนเปื้อนในแม่น้ำ กก อิง สาย และโขง ได้รับการพิสูจน์ไปแล้ว ซึ่งขณะนี้สารปนเปื้อนนั้นได้ไหลไปถึงแม่น้ำโขง แต่เมื่อทางอีสานจับมือกับทางเชียงรายก็จะได้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นมา ในประเด็นคุณค่าของแม่น้ำ บางคนที่มาจากประเด็นที่ดินมาฟังปัญหาชาวแม่น้ำแล้วครุ่นคิดว่าคนแม่น้ำอยู่กันอย่างสงบ พูดอย่างสงบได้อย่างไร ทำไมคนแม่น้ำถึงอ่อนโยนขนาดนั้น หากเป็นประเด็นอื่นอาจสู้ฆ่าฟันกันถึงตาย วิถีชีวิตคนลุ่มน้ำคือโอบเอื้ออาทรสงบสุขมาอย่างยาวนาน ด้วยความอุดมสมบูรณ์ จะสู้ลุกขึ้นรุนแรงนั้นไม่ง่าย

อีกหนึ่งคุณค่าคืออาหาร คนข้างนอกมักไม่รู้สึกว่าแม่น้ำเกี่ยวกับเราขนาดไหน แม่น้ำนั้นไม่ใช่แค่เพียงตัวลำน้ำ แต่เป็นทั้งที่ดินในลุ่มน้ำ ป่าไม้ในลุ่มน้ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศ แต่รัฐสร้างความชอบธรรม ในการกั้นแม่น้ำ ด้วยการบอกว่า “จะปล่อยลงทะเลให้เสียเปล่าหรือ” นี่เป็นทัศนคติที่เกิดขึ้นระหว่างที่ทุกคนกำลังวิ่งแข่งกันไปสู่พลังงานเขียว

เมื่อเราใช้หลัก actor-oriented ดูว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะใคร เราจะพบว่าบริษัททุนอาหารใหญ่ได้ทำลายระบบการผลิตอาหารดั้งเดิมไปแล้ว ซึ่งขณะนี้ บริษัทนี้กำลังสร้างเขื่อน ส่วนบริษัทน้ำตาลกำลังจะสร้างเขื่อนเล็กของตัวเอง เพื่อใช้ไฟฟ้าสำหรับการผลิตของตัวเอง โดยไม่แม้แต่จะใช้จากระบบ ผู้คนธรรมดามักถูกทวงถามความรับผิดชอบ แต่ถามเถิดว่า ความรับผิดชอบนั้นควรเป็นของใครเมื่อ 6-7 จังหวัดในไทย รวมกันยังใช้ไฟไม่เท่าห้างบางแห่งในกรุงเทพฯ 

ลุ่มน้ำโขงนั้นเต็มไปด้วยสายน้ำเล็กๆ หล่อเลี้ยง แต่กลับมีเขื่อนมากมายขวางกั้นไม่ให้น้ำไหลได้อย่างอิสระ

  • เขื่อนดอนสะโฮง แม้กั้นไปเพียงนิดเดียวหากเปรียบเทียบ ก็จบชีวิตการประมงในแถบนั้น
  • เขื่อนปากมูล ซึ่งเป็นต้นแบบเขื่อนแม่น้ำโขงทั้งมวล ที่ใช้วิธีน้ำไหลผ่าน (run-of-river) ไม่ต้องทำอ่างเก็บน้ำแยกออกมา โดยใช้วิธีระเบิดท้องน้ำให้ลึก จากนั้นใช้แรงโน้มถ่วงปั่นไฟ ทำลายลำน้ำทั้งหมดไปแลกกับกำลังการผลิต 136 MW ซึ่งปัจจุบันผลิตได้แค่หนึ่งในสามเท่านั้น พื้นที่นี้เคยเป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ด้วยเป็นพื้นที่ที่ปลาจากทะเลสาบเขมรขึ้นมาวางไข่ แต่ชีวิตของชาวประมงทั้งหมด 6,500 ครอบครัวต้องสูญสลายไปเลยเพราะเขื่อนนี้
  • เขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อย ที่ที่ผลจากเขื่อนแตกทำให้น้ำโคลนและหินเททับหมู่บ้านตอนกลางคืน รัฐบาลลาวแจ้งว่าคนเสียชีวิตเพียงแค่ 70 คน แต่ความจริงแล้วมากกว่านั้น ซ้ำร้าย ลาวสร้างเขื่อนโดยที่ชาวบ้านไม่รู้ว่ามีเขื่อนเหนือหมู่บ้านตัวเองไป 30 กิโลเมตร

สิ่งเหล่านี้เป็นเคราะห์กรรมจากโครงการขนาดใหญ่ในภูมิภาค ทั้งการที่บริษัทน้ำตาลเผาไล่ชาวบ้านเพื่อทำไร่อ้อย หรือพี่น้องสาละวินข้ามฝั่งมาไทยเพื่อเป็นแรงงาน สมัยท่อก๊าซ หลังจากนี้ เขื่อนอื่นๆ ก็ถูกวางแผนมา เช่น เขื่อนสานะคามที่วางแผนเลยจากชายแดนไทยไปเล็กน้อย ซึ่งสร้างโดยจีน หรือเขื่อนพูงอยโดยบริษัทไทย ซึ่งจะทำให้น้ำเท้อท่วมปากมูล กำลังการผลิตของเขื่อนปากมูลจะเป็นศูนย์ โดยอนาคตหลังการประท้วงของชาวบ้านปากมูลและชาวบ้านในพื้นที่กว่า 3 ทศวรรษอาจจะจบลงที่ตรงนี้

 

Leave A Comment