UPOV 1991 กับเกษตรกรไทย: ผลกระทบและข้อกังวลที่ต้องรู้

 / ตุลาคม 27,2025

“เราจะทำอะไรกันบ้างมีคำตอบเดียว คือหยุดมัน ยกเลิกมันไม่เข้าร่วม”

เมื่อพูดถึง “UPOV 1991” หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่และการค้าเสรีด้านเมล็ดพันธุ์ในตลาดโลก แต่สำหรับเกษตรกรไทยโดยเฉพาะรายย่อยที่พึ่งพาการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อหรือค้าขายทั่วไป ทำให้ข้อตกลงนี้ฝังแผงไปด้วยความเสี่ยงและข้อกังวลในหลายประการ

เพราะ UPOV 1991 ไม่ได้แค่ให้สิทธิ์นักปรับปรุงพันธุ์พืชในการคุ้มครองพันธุ์ที่ตนพัฒนาเท่านั้น แต่ยัง จำกัดสิทธิของเกษตรกรในการเก็บ แบ่ง หรือแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ ที่เคยเป็นวิถีพื้นฐานของการทำเกษตรในชุมชนไทยมานานหลายชั่วคน

ชวนฟังเนื้อหาจากเวทีเสวนา ทิศทางธุรกิจเมล็ดพันธุ์และผลกระทบต่อเกษตรกร เพื่อทำความเข้าใจว่าอะไรคือยูปอฟ (UPOV) แตกต่างอย่างไร ทำไมรัฐบาลไทยถึงพยายามผลักดันให้เข้าร่วม และหากเข้าร่วมแล้วข้อน่ากังวล และสิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยคืออะไรบ้าง

คำจำกัดความและกลยุทธ์ของบริษัทในการควบคุมเมล็ดพันธุ์

คาทีนี ซามอน (Kartini Samon) จากองค์กร GRAIN ช่วยขยายภาพถึงคำจัดความของกฎหมายเมล็ดพันธุ์และกลยุทธ์ของบริษัทต่างๆ ในการที่จะควบคุมเมล็ดพันธุ์

กฎหมายเมล็ดพันธุ์ (Seed laws) เป็นคำที่ครอบคลุมถึงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร (Patents) การคุ้มครองพันธุ์พืช (Plant Variety Protection – PVP) เช่น UPOV รวมถึง กฎระเบียบการตลาดเมล็ดพันธุ์ (Seed Marketing Regulations)

ประเภทกฎหมาย คำจำกัดความและกลไก ผลกระทบหลักต่อเกษตรกร
สิทธิบัตร (Patents) มอบสิทธิ์ ผูกขาด 20 ปี ในการใช้นวัตกรรมใด ๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้กับเมล็ดพันธุ์ เซลล์พืช กระบวนการปรับปรุงพันธุ์ หรือลำดับพันธุกรรม เป็นการคุ้มครองที่เข้มงวดและยาวนานที่สุด มุ่งเน้นการให้สิทธิ์แก่บริษัทในส่วนประกอบทางเทคโนโลยี
การคุ้มครองพันธุ์พืช (Plant Variety Protection – PVP) เป็นระบบสิทธิบัตรแบบ “ผ่อนปรน” (Soft Patent) สำหรับผู้ปรับปรุงพันธุ์ มอบสิทธิ์ ผูกขาด 15–30 ปี สำหรับพันธุ์พืชที่ ใหม่, แตกต่าง, สม่ำเสมอ, และคงที่ โดยมี UPOV เป็นผู้ดูแลระบบนี้ สร้างระบบที่เรียกว่า “สิทธิผูกขาด” เหนือพันธุ์พืช ทำให้บริษัทสามารถจำกัดสิทธิ์ของเกษตรกรในการเก็บและใช้เมล็ดพันธุ์ซ้ำ
กฎระเบียบการตลาดเมล็ดพันธุ์ (Seed Marketing Laws) กำหนดเกณฑ์ที่เมล็ดพันธุ์ต้องผ่านเพื่อนำออกขายในตลาด โดยมักใช้เกณฑ์เดียวกับ PVP คือต้องมีความ แตกต่าง, สม่ำเสมอ, และคงที่ กีดกันพันธุ์พืชพื้นเมืองและพันธุ์ท้องถิ่นที่มีความหลากหลาย (ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์ “สม่ำเสมอ”) ออกจากช่องทางการค้าขายอย่างเป็นทางการ ผลักดันให้เกษตรกรหันไปใช้เมล็ดพันธุ์ทางการค้า

คาทีนี อธิบายต่อ กลยุทธ์ของบริษัทขนาดใหญ่ในการควบคุมเมล็ดพันธุ์ ใช้กลยุทธ์ 2 ด้านเพื่อขยายอิทธิพลและผลกำไรในธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ได้แก่ กลยุทธ์ทางชีววิทยาเช่น การใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสม (Hybrids)

กลยุทธ์ที่สองคือ กลยุทธ์ทางกฎหมาย กล่าวคือทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายการตลาด การให้สิทธิบัตรแก่นักปรับปรุงพันธุ์ใหม่ที่ป้องกันไม่ให้เกษตรกรรายย่อยเก็บรักษา จำหน่าย แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ุรวมถึงการขายผ่านกลไกทางกฎหมายคุ้มครองสิทธิพันธุ์ ซึ่งเกณฑ์เหล่านี้มักอ้างอิงคุณสมบัติ “สม่ำเสมอและคงที่” แบบเดียวกับที่ UPOV ต้องการ ทำให้ พันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ท้องถิ่นที่หลากหลาย ไม่ผ่านเกณฑ์ และถูกจำกัดหรือห้ามไม่ให้ทำการค้าขาย

การเข้าเป็นสมาชิก UPOV ตั้งขึ้นในปี 1961 ประมาณ 60 ปีมาแล้ว ทุกประเทศสมาชิกจะต้องส่งตัวร่างกฎหมายเมล็ดพันธุ์ของตนเองไปให้ตรวจสอบว่าสอดคล้องกับกฎระเบียบหรือไม่ ฉะนั้นโดยกระบวนการจะค่อนข้างผูกขาดแนวทางการจัดการเมล็ดพันธุ์ของแต่ละประเทศด้วยการทำกฎหมาย

UPOV เป็น “องค์การระหว่างประเทศ” จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 เพื่อกำหนดกติกาการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในระดับโลก มีอนุสัญญาหลักอยู่ 4 ฉบับได้แก่ปี 1961, 1972, 1978 และ 1991 ซึ่งฉบับที่ประเทศส่วนใหญ่ใช้คือ UPOV 1991

ข้อบังคับภายใต้องค์กรการค้าโลก (World Trade Organization –WTO) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1992 ด้วยประเทศสมาชิกองค์กรการค้าโลกทุกประเทศจะต้องมีการจัดปรับกฎหมายตัวเองให้เข้ากับระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งในกรณีประเทศไทยก็ต้องทำ ในกรณีประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นลาว เขมรเวียดนาม มีการขยายเวลาแต่ส่วนใหญ่ตอนนี้คือจัดทำกฎหมายที่สอดคล้องกับยูปอฟไปเรียบร้อย

อีกกลไกทางกฎหมายอีกตัวนึงที่ใช้ควบคุมการจัดการเมล็ดพันธุ์คือ กฎหมายการตลาดเมล็ดพันธุ์ มีข้อกำหนดใกล้เคียงกับการคุ้มครองสิทธิปรับปรุงพันธุ์พืชคือ เมล็ดพันธุ์ที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเพื่อมีใบอนุญาตเข้าสู่การขายหรือสามารถขายได้โดยไม่ผิดกฎหมายนั้น จะต้องมีความใหม่แตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่เดิมมีความสม่ำเสมอ มีความคงตัวคือไม่ไม่แปรผัน

สุดท้ายกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้กระบวนการที่ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในแปลงถูกทำลาย เป็นข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดของชาวบ้าน ในหลายประเทศกฎหมายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจับปรับชาวบ้านที่เอาเมล็ดไปขาย โดยที่ไม่มีใบตามกฎหมายอย่างเช่นในประเทศเคนย่าหรือในประเทศแทนซาเนีย เป็นต้น

นี่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติหรือกระบวนการทำงานของชาวนาเวลาทำการผลิตในสวนในไร่ ซึ่งพวกเขาปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพนิเวศที่มีอยู่ เพิ่มความหลากหลายและอาจจะได้พันธุ์ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปและสอดคล้องกับสิ่งที่อยู่ในพื้นที่ แต่วิธีคิดที่ว่าเมล็ดพันธุ์มันจะต้องนิ่ง ไม่แปรผันไปตามสภาพแวดล้อมถึงจะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพนั้นไม่สอดคล้องกับการปรับตัวโดยเฉพาะในยุคของการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ – คาทีนี่ กล่าว

 

ตัวอย่าง การต่อสู้ของประชาชนต่อการแปรรูปเมล็ดพันธุ์ให้เป็นของเอกชนและ UPOV

ประเทศ/ภูมิภาค ประเด็นหลักและผลลัพธ์ของการต่อสู้
เบนิน (Benin) ขบวนการทางสังคมสามารถหยุดยั้งรัฐสภาจากการพิจารณาร่างกฎหมายเข้าร่วม UPOV ได้สำเร็จ
แซมเบีย (Zambia) เกษตรกรและขบวนการทางสังคมต่อต้านเงื่อนไขเงินกู้ของธนาคารโลก (World Bank) ที่กำหนดให้ประเทศต้องเข้าร่วม UPOV และแก้ไขกฎหมายผู้ปรับปรุงพันธุ์พืช
กัวเตมาลา (Guatemala) และ อาร์เจนตินา (Argentina) ประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกร่างกฎหมายที่เสนอให้ปรับใช้มาตรฐาน UPOV ซึ่งพวกเขาเรียกกฎหมายนี้ว่า “กฎหมายมอนซานโต้” (Monsanto Law) การต่อต้านนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประท้วงระดับประเทศที่กำลังดำเนินอยู่
มาเลเซีย (Malaysia) และ อินโดนีเซีย (Indonesia) เกษตรกรและองค์กรภาคประชาสังคมต่อสู้กับข้อตกลงการค้าเสรี เช่น ข้อตกลงกับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมักกำหนดให้ประเทศคู่ค้าต้องนำระบบ UPOV มาใช้ แทนที่จะคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรในการรักษาและใช้เมล็ดพันธุ์พื้นเมืองของตน
ฟิลิปปินส์ (The Philippines) เกษตรกรเป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อ การรับรองและเสริมสร้างสิทธิของเกษตรกรในเมล็ดพันธุ์ และระบบเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรเอง ในฐานะทางเลือกแทนกฎหมายที่คล้าย UPOV

การต่อสู้เหล่านี้มีเป้าหมายร่วมกันคือการ ต่อต้านการแปรรูปเมล็ดพันธุ์ให้เป็นสินค้า และ ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ให้อยู่ในมือของชุมชนชนบท เพื่อเป็นรากฐานของ อำนาจอธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty)

คาทีนี กล่าวปิดท้ายว่า ปัจจุบันจะมีการลงมติกันอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ที่ประเทศเปรู ว่าจะปรับกฎระเบียบให้บริษัทเอกชนสามารถเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางพันธุกรรมแต่ละประเทศต่างๆ มากขึ้น โดยที่ไม่แน่ใจว่ามีหลักประกันแค่ไหนที่จะป้องกันไม่ให้เขาเอาไปใช้ฟรีๆ โดยไม่แบ่งปันทำผลประโยชน์หรือไม่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีใดๆ อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิด

เวทีคุ้มครองพันธุ์พืชในเอเชียตะวันออกมีผู้ผลักดันที่สำคัญคือ ประเทศญี่ปุ่น สอดคล้องกับตารางบริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่จะเห็นว่ามีบริษัทของญี่ปุ่น 2 บริษัทอยู่ในนั้นด้วยเพราะฉะนั้นญี่ปุ่นก็เป็นผู้เล่นที่สำคัญที่ผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายเมล็ดพันธุ์ในแต่ละประเทศในภูมิภาคภาคอาเซียน

ในเอเชียตะวันตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งผู้เล่นอีก 2 ประเทศก็คือประเทศจีนกับประเทศเกาหลีใต้ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่พยายามจะผลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเมล็ดพันธุ์ในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเข้าไปผลักให้อยู่ในประเทศพม่า ลาวและกัมพูชาให้สอดคล้องกับ 1991 เรียบร้อยแล้ว

ยูปอฟ (UPOV) คืออะไร แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

ก่อนเข้าสู่เนื้อหาสำคัญของวงเสวนาว่าทำไมจึงต้องจับตาหรือเรียกร้องให้รัฐบาลไม่เข้าร่วมภาคียูปอฟ 1991 ปรกชล อู๋ทรัพย์ จากมูลนิธิชีววิถี (BioThai) เล่าถึงที่มาและหลักการสำคัญของ**พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542** ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชไทยที่คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ของนักปรับปรุงพันธุ์และบริษัทเมล็ดพันธุ์ และการเคารพถึงสิทธิและผลประโยชน์ที่เกษตรกรควรจะได้รับ

ประเทศไทยในฐานะที่เป็นสมาชิกขององค์การค้าโลกตั้งแต่ปี 2538 เพื่อที่จะให้มีการออกกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ตามพันธกรณีที่มีในข้อตกลงเรืองทรัพย์สินทางปัญญาทีเกียวกับการค้า (ทริปส์-TRIPs) และถูกผลักดันจากประเทศอุตสาหกรรมและบรรษัทข้ามชาติ ที่ต้องการให้ประเทศไทยและประเทศกําลังพัฒนาทั้งหมดคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ของตน

มีทางเลือก 3 ทางคือ 1. ให้การคุ้มครองพันธุ์พืชโดยใช้กฎหมายสิทธิบัตร หมายถึงรัฐจะต้องให้การคุ้มครองต้องเป็นพันธุ์พืชใหม่เท่านั้นโดยต้องมีความใหม่ มีการประดิษฐ์ นำไปใช้ในอุตสาหกรรมได้ 2. ให้การคุ้มครองพันธุ์พืชตามแบบยูพอฟ** ใกล้เคียงกับข้อแรกแต่เน้นการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์พืชใหม่เท่านั้น และ 3. ให้การคุ้มครองพันธุ์พืชตามกฎหมายเฉพาะซุย เจนเนอริส (Sui Generis)

คำถามคือตอนนี้พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืชของไทยอยู่ตรงไหน อยู่ระหว่าง 2 สิ่ง โดยประเทศไทยเลือกใช้หลักการสำคัญทั้ง 2 ฝั่งก็คือทั้งสิทธิของชุมชนสิทธิเกษตรกรร่วมกับสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ดีไซน์ออกมาเป็นกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชปี 2542 ที่ผสมผสานระหว่างหลักการการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ของยูปอฟปี 1978 มารวมกับหลักการให้การคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นตามข้อตกลงในองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ – FAO) และข้อตกลงในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) – ปรกชล กล่าว

 

หลักการสำคัญของพรบ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ถ้าแยกง่ายๆ คือ

  • แบบที่ 1 : ทรัพย์สินทางปัญญา มีการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ให้สิทธินักปรับปรุงพันธุ์ภายใต้นิยามของคำว่าพันธุ์พืชใหม่ มีการให้สิทธิผูกขาดในการผลิตขายส่งออกแล้วก็นำเข้า มีอายุคุ้มครองอยู่ที่ 12 17 แล้วก็ 20 27 ปีแล้วแต่ชนิดพืช
  • แบบที่ 2 : แบบไฮบริดคือมีทั้งให้สิทธิ์แบบทรัพย์สินทางปัญญา แต่เป็นการให้สิทธิ์การผูกขาดกับชุมชนก็คือจะใช้กับพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ซึ่งเข้าใจว่าหลังจากนี้ภาคีเครือข่ายน่าจะพุ่งเป้าไปที่เรื่องของการจดทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นต่างกับทรัพย์สินทางปัญญาตรงที่ว่าคนที่ได้รับสิทธิคือชุมชนที่เป็นคนดูแลรักษาพันพืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น
  • แบบที่ 3 : แบบสิทธิร่วมหรือสิทธิชุมชน คือจะมีเรื่องของพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปแล้วก็พันธุ์พืชป่าคุ้มครองอัตโนมัติเพราะว่าประเทศมีอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรชีวภาพอยู่แล้ว ผลประโยชน์จะเป็นของรัฐ

ปรกชล อธิบายต่อถึงเหตุผลที่ทำไมบริษัทต่างๆ ถึงมีความพยาพยามผลักดันให้เข้าร่วมยูปอฟ และเกษตรกรในไทยจะต้องเจอกับความเสี่ยง ผลกระทบอะไรบ้างหากเข้าร่วม โดยถือเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่กลุ่มประเทศยุโรปพยายามผลักดันตัวมาตรฐานตลาดเมล็ดพันธุ์ หรือมาตรฐานคุณภาพเมล็ดพันธุ์ที่จะถูกจำหน่ายทำการค้าในแต่ละประเทศเหล่านี้ให้เป็นไปเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับยุโรป ซึ่งเป็นประเทศที่มีการพัฒนาในระดับอุตสาหกรรมมาเป็นเวลายาวนาน เป็นความเสี่ยงต่อการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพในแปลงของเกษตรกรในเขตภูมิภาคนี้ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แคมโบเดีย ประเทศกัมพูชา ลาวและไทย

พูดง่ายๆ คือพยายามผลักดันให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยอมรับยูปอฟ 1991 ทั้งหมด เพื่อที่จะมีเงื่อนไขของการพิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ของนักปรับปรุงพันธุ์เอกชนในข้อตกลงการลงทุนต่างๆ ในข้อตกลงที่ทำกับประเทศกลุ่มประเทศยุโรป – ปรกชล กล่าว

 

ความเสี่ยง ข้อกังวลหากไทยเข้าร่วมยูปอพ 1991

ปรกชล เล่าว่ถ้าดูทั้งฝั่งนโยบายของรัฐและนโยบายของบริษัทเมล็ดพันธุ์ ตอนนี้อาจพูดถึงเรื่องของความจำเป็นจะต้องปรับปรุงหรือการเข้าถึงเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ เพื่อที่จะสู้กับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโรคระบาดศัตรูพืชอุบัติใหม่ ตัวอย่าง สมัยคุณเศรษฐาเป็นนายก พูดเรื่องการกลับมาปลุกถั่วเหลืองจีเอ็มโอ หรือคุณธรรมนัสเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เมื่อครั้งก่อนที่พูดถึงเรื่องเทคโนโลยีการปรับปรุงยืน (Gene Editing) รวมถึงการผนึกกำลังของหน่วยงานรัฐกับบริษัทเมล็ดพพันธุ์ยักษ์ใหญ่ซึ่งมีทั้งบริษัทเมล็ดพันธุ์ทั้งในระดับสากลและในประเทศ

ถ้าดูสัดส่วนแบ่งของการตลาดของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชกับเมล็ดพันธุ์ก็เป็นกลุ่มบริษัทเดียวกัน ถามว่าประเทศไทยมีกฎหมายที่คุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์กรณีที่มีการคิดค้นพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ มีอยู่คือ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยกรมวิชาการเกษตรได้ให้การคุ้มครองชนิดพันธุ์พืชใหม่ไปแล้วราวๆ 771 พันธุ์พืชใหม่ โดยบริษัทเอกชนมีสัดส่วนมากที่สุดคือ 66% รองลงมาคือหน่วยงานรัฐอยู่ที่ 30% และสุดท้ายคือเกษตรอยู่ที่ 5% เท่านั้น

แม้ว่าที่ผ่านมาบริษัทจะใช้บริการกฎหมายคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์พืช แต่ทำไมยังมีความพยายามที่จะผลักดันให้เข้าเป็นภาคียูปอฟ 1991 หรือพยายามผลักดันให้แก้กฎหมายให้เป็นไปตามยูปอฟ 1991 ถ้าไปดูซองเมล็ดพันธุ์ของมอนซานโต้ หลังเมล็ดซองเมล็ดพันธุ์เขียนไว้โดยสรุปเมื่อฉีกซองนี้เท่ากับคุณยอมรับว่า

  1. จะไม่เก็บพันธุ์ส่วนใดๆ และสารพันธุกรรมเมล็ดพ่อแม่พันธุ์ต้นพืชหรือส่วนใดๆ ผลิตผลที่ได้เพื่อนำไปปลูกต่อ
  2. ห้ามผู้ใดคัดเลือกพันธุ์ใดที่ได้จากสายพันธุ์ในแปลงปลูก
  3. ห้ามนำส่วนใดๆ ไปใช้สำหรับการปรับปรุงและวิจัย

จริงๆ เปลี่ยนเยอะแต่ว่าดึงมาเฉพาะแกนหลักที่อาจจะจำเป็นต้องเข้าใจอันแรกจำนวนจำนวนชนิดพืชที่จะต้องคุ้มครองภายใต้ยูปอฟ 1991 คือบังคับให้ต้องคุ้มครองพันธุ์พืชทุกชนิดภายใน 10 ปี หมายความว่าช่วงแรกตั้งแต่เข้าร่วมต้องครอบคลุมอย่างน้อย 15 ชนิด หลังจากนั้นจะครอบคลุมทุกชนิดไม่มียกเว้น

อันที่ 2 ระยะเวลาการคุ้มครอง เดิมจะมี 12 17 และ 27 ปี ขึ้นอยู่กับว่าเป็นชนิดอะไร ระยะเวลาการให้ผลยาวหรือสั้นเช่นถ้าเป็นพืชที่ปลูกแล้วไม่เกิน 2 ปีให้ผลก็จะคุ้มครองประมาณ 12 ปี ถ้าเป็นพืชที่ใช้เวลาในการให้ผลมากกว่า 2 ปี จะให้เวลาคุ้มครองขยายไป 17 ปีขณะที่ถ้าเป็นยูปอฟ 1991 พันธุ์พืชใหม่จะถูกขยายเป็นไม่น้อยกว่า 20 และ 25 ปี

อันที่ 3 คือสิ่งที่กฎหมายคุ้มครองภายใต้พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืชปี 42 ถ้าเป็นยูปอฟ 1991 ตัวที่คุ้มครองจะขยายไปคือนอกจากวัสดุขยายพันธุ์แล้วจะขยายไปถึงผลผลิตที่เก็บเกี่ยวจนถึงผลิตภัณฑ์ด้วย นอกจากนี้ยังมีการประดิษฐ์คำว่า Edv (Essential Derive Variety) ขึ้นมาซึ่งยังไม่มีคำแปลในภาษาไทย โดยอาจจะใช้คำว่าอนุพันธ์สำคัญ

สิ่งที่เรากังวลมากก็คือกรณีที่ไปเอาส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์พืชใหม่มาใช้โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่จงใจ มีโอกาสมากที่จะละเมิดสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ ทำให้ขอบเขตของการคุ้มครองขยายมาจนถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่เราผลิตได้ – ปรกชล กล่าว

 

ปรกชล เล่าต่อว่า เรื่องของสิทธิเกษตรกรภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชปี 2542 การเก็บเมล็ดพันธุ์จากแปลงตัวเองไปปลูกต่อสามารถทำได้แล้วใช้เพื่อการใช้ส่วนตัวใช้ศึกษาใช้ทดลองถือว่าเป็นข้อยกเว้น ขณะที่ภายใต้ยูปอฟ 1991 สิทธิของการเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อจะขึ้นอยู่กับรัฐภาคี ซึ่งอาจจะทำได้หรือไม่ได้ก็ได้ ส่วนการใช้ผลผลิตในแปลงของตนเพื่อไปปลูกต่อเท่าที่เขียนไว้อาจจะอนุญาตได้เฉพาะเป็นพวกธัญพืชเมล็ดแต่ก็ต้องไม่กระทบกับผลประโยชน์ของนักปรับปรุงพันธุ์

ที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือนิยามของคำว่านักปรับปรุงพันธุ์ของยูปอฟ 1991 ปกติเวลาพูดถึงนักปรับปรุงพันธ์ จะคิดถึงนักปรับปรุงพันธุ์ พัฒนาสายพันธุ์จนได้พันธุ์ใหม่ขึ้นมาถึงจะเรียกว่าเป็นนักปรับปรุงพันธุ์ แต่ภายใต้ยูปอฟ 1991 นิยามครอบคลุมคำว่าเป็นผู้ที่ไปค้นพบและพัฒนา – ปรกชล กล่าว

 

ใน พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชไทย ให้นิยาม “นักปรับปรุงพันธุ์พืช” หมายความว่า ผู้ซึ่งทำการปรับปรุงพันธุ์หรือพัฒนาพันธุ์จนได้พันธุ์พืชใหม่ ขณะที่นิยามนักปรับปรุงพันธุ์พืชของยูปอฟ 1991 ระบุว่าหมายถึงบุคคลผู้ปรับปรุงพันธุ์ หรือ ค้นพบและพัฒนา พันธุ์พืช

ปรกชลสรุปปิดท้าย การคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ของประเทศไทยถูกจัดเข้าไว้ในกฎหมายฉบับเดียวกับการคุ้มครองสิทธิชาวนาและการคุ้มครองพืชเฉพาะถิ่นพืชป่าและพืชทั่วไป ซึ่งอยู่ในกฎหมายเดียวกัน โดยพยายามที่จะรักษาสมดุลในการคุ้มครองสิทธิชาวนากับคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ไว้อยู่

แต่อีกด้าน น้ำหนักของการปฏิบัติใช้ในซีกของการคุ้มครองสิทธิชาวนาก็แทบไม่ขยับเลย แล้วความพยายามในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยคือพยายามเสนอแยกกฎหมายให้ออกมาเป็น 2 ฉบับและแก้ไขฉบับสิทธินักปรับปรุงพันธ์ให้ขยายขอบเขตการคุ้มครองเพิ่มคุณภาพการคุ้มครองแบบที่พยายามชี้ให้เห็นว่าส่วนขยายถ้ามีผลผลิตแล้วเอาไปปลูกต่อมีผลผลิตมีผลิตภัณฑ์ก็อาจจะโดนเก็บค่าธรรมเนียมแต่สิ่งที่เป็นคำถามใหญ่ๆ ที่พวกเราพูดคือคำว่า Edv

อนึ่ง ไบโอไทยได้สืบค้นการแก้ไข “พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542” มีทั้งหมดดังนี้

    • ครั้งแรก ระหว่างปี 2552-2555 ได้มีความพยายามในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ โดยการผลักดันของ “สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย” ซึ่งเป็นองค์กรของบรรษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ของไทยและบรรษัทข้ามชาติด้านเมล็ดพันธุ์ แต่ความพยายามในการแก้กฎหมายดังกล่าวไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายของกรมวิชาการเกษตรมากกว่า
    • ครั้งที่สอง ในช่วงต้นปี 2556 กลุ่มบริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่และข้าราชการบางส่วนในกรมวิชาการเกษตร ได้ร่วมกันยกร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ มาแทนที่กฎหมายเดิม โดยอ้างว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และปรับปรุงกฎหมายไทยให้ได้มาตรฐานระหว่างประเทศ โดยเนื้อหาในร่างกฎหมายใหม่มีเนื้อหาตาม UPOV1991 พร้อมทั้งกำหนดคำนิยามพันธุ์พืชพื้นเมืองขึ้นใหม่เพื่อเอื้ออำนวยให้ตนเอง สามารถขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ได้โดยสะดวก แต่เรื่องดังกล่าวก็เงียบหายไปเพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง
    • ครั้งที่สาม ในช่วงปี 2560 ในรัฐบาล คสช. กรมวิชาการเกษตรได้นำร่างกฎหมายใหม่ซึ่งร่างขึ้นตาม UPOV1991 ผลักดันให้เป็นกฎหมาย โดยครั้งนี้ได้นำร่างกฎหมายนี้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์เพื่อรับฟังความคิดเห็น เตรียมเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี แต่ความพยายามดังกล่าวกลับล้มเหลวเมื่อประชาชนลุกขึ้นคัดค้านอย่างกว้างขวางว่า เป็นร่างกฎหมายที่จะทำให้การเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อกลายเป็นอาชญากรรม ทั้งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าฉวยโอกาสผลักดันเรื่องดังกล่าวในช่วงที่มีราชพิธี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ ซึ่งมีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ณ ขณะนั้นต้องประกาศถอนเรื่องดังกล่าวออกไป

รับชมเพิ่มเติมได้ที่

เรียบเรียง : อรกช สุขสวัสดิ์


อ้างอิง

  • https://biothai.net/economic-on-bio-resources/bio-piracy/1844

Leave A Comment