เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 68 ในงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน 2025 (Mekong-ASEAN Environmental Week: MAEW 2025) มีกิจกรรมหลากหลายทั้งเสวนา วงพูดคุยแลกเปลี่ยนและการฉายสารคดีภายในธีม “เขียวลวง (Fake Green) ปฏิบัติการฟอกเขียวในภูมิภาคกับพลังประชาชน” ซึ่งเป็นปัญหาที่พบเจอทั้งในทั่วโลก รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับกิจกรรมเสวนา พลังชุมชนท้องถิ่น: ประสบการณ์จากแม่น้ำยวม มีตัวแทนจากภาคีเครือข่ายที่ได้รับผลกระทบจากโครงการภาครัฐที่พยายามผลิตพลังงานสะอาด ตามแผนแม่บทและนโยบายของรัฐบาลในแต่ละช่วงสมัย โดยมีทั้งเครือข่ายจากเขื่อนปากแม่น้ำมูล เครือข่ายจากโครงการผันน้ำยวม-สาละวิน มาร่วมแลกเปลี่ยนผลกระทบที่เกิดขึ้น และวิธีการแนวทางการเรียกร้องของชุมชนร่วมกัน
พวงพยอม ขันใหญ่ ตัวแทนโครงการเขื่อนปากมูล
พวงพยอม ขันใหญ่ กล่าวว่า 30 กว่าปีแล้วที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล อย่างที่อาจารย์คนิณได้เล่าไปในเวทีก่อนหน้า ประชาชนที่เป็นคนตัวน้อยที่รัฐไม่ฟังเสียง ตอนนั้นประมาณปี 2532 มีคณะมาสำรวจพื้นที่จะทำเขื่อนปากมูล ชาวบ้านได้มีการคัดค้านแต่ภาครัฐไม่ฟัง ยืนยันที่จะสร้างเขื่อนปากมูล อ้างว่าเขื่อนจะสร้างไฟฟ้าและหากชาวบ้านได้รับผลกระทบจะมีการเยียวยา ชาวบ้านยังคงต่อต้านตลอด
ตนเองไม่ได้คิดว่าความเดือดร้อนคืออะไร ผลกระทบเป็นอย่างไร พออยู่มาเรื่อยๆ จึงเห็นผลกระทบ สมัยเด็กๆ พันธุ์ปลาต่างๆ พ่อแม่หามาให้กินทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลาเคิง ปลาแค้ง แต่ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว จากชาวบ้านที่เคยหาปลามาเป็นอาหาร ต้องซื้อปลาทูกินแทน แล้วอีกอย่างที่เขาอ้างว่าจะสร้างบันไดปลาโจนปลาจะขึ้นมาจากแม่น้ำโขง ถ้าไปดูจะพบว่าไม่มีขึ้นเลย นี่เป็นกลลวงของภาครัฐ

รูปบันไดปลาโจน ที่มา : Suthep Kritsanavarin
พวงพยอม เล่าต่อ ชาวบ้านพยายามยื่นหนังสือให้ทางรัฐช่วยเหลือ เรียกร้องที่ดินทำกิน 15 ไร่ เพื่อทดแทนในการประมงมาทำเกษตรแทน เพราะชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกิน พยายามเรียกร้องมากว่า 30 ปีในทุกสมัยของรัฐบาล มีสมัยรัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ วันที่ 29 เม.ย. 2540 ไปเรียกร้องให้ดร. ปลอดประสพ สุรัสวดี คณะทำงานเพื่อที่จะช่วยเหลือชาวบ้าน
ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่เขื่อนสิรินธรก็มีการเยียวยา แต่เขื่อนปากมูลกลับให้รอก่อน ทั้งนี้เมื่อเงินกองกลางหมดล้มเลิกไปก็ต้องยื่นหนังสือใหม่ วนไปเช่นนี้ มีอีกช่วงสมัยทักษิณ ชินวัตร มีการทำวิจัยว่าการเขื่อนสร้างผลกระทบยังไงโดยนักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งพบว่าเขื่อนปากมูลสร้างความเสียหายกับชาวบ้านจริง
ชาวบ้านมีทั้งข้อมูล งานวิจัยต่างๆ ที่ทำให้เห็นว่าชาวบ้านเดือดร้อน แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ เป็นเวลา 30 กว่าปี – พวงพยอม กล่าว
เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 68 กลุ่มชาวบ้านสมัชชาคนจน นำโดยนางสมปอง เวียงจันทร์ เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดสรรที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูลกว่า 30 ปีก่อน โดยขอที่ดินทำกินครอบครัวละ 15 ไร่ ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ โขงเจียม สิรินธร และพิบูลมังสาหาร จำนวนกว่า 1,600 ครอบครัว
นอกจากนี้ ยังได้เรียกร้องให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแม่น้ำมูล สั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลทั้ง 8 บาน เพื่อให้ปลาขึ้นมาวางไข่ในฤดูน้ำหลาก และลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในพื้นที่ตัวเมืองอุบลราชธานีและอำเภอวารินชำราบ
ขณะนี้กำลังจะมีการสร้างเขื่อนใหม่คือเขื่อนพูงอย ซึ่งจะได้รับผลกระทบทั้งชุมชนเขื่อนปากมูลและ สปป. ลาว ถ้ามีการสร้างจะได้เห็นชัดเจนถึงชะตากรรม ผลกระทบที่กลุ่มเขื่อนปากมูลเผชิญ นี่เป็นผลจากโครงการของรัฐที่จะสร้างเขื่อนซ้ำอีก – พวงพยอม กล่าว

พวงพยอมกล่าวต่อ เมื่อพูดถึงเรื่องปลาแต่ก่อนมีหลากหลายชนิด แต่ทุกวันนี้หายหมด เริ่มค่อยๆ หายไปจากระบบนิเวศ แถวบ้านพยามจะมีการระเบิดแก่งเพราะเป็นพื้นที่ที่จะสร้างสันเขื่อน เลยต้องย้ายออกไปไม่ไกลมากนัก ยังคงอาชีพหาปลาเหมือนเดิม ซึ่งถ้าพูดถึงรัฐจะมีการชดเชยจริงก็ไม่คุ้มกับที่เสียเกาะแก่งธรรมชาติไป ถึงแม้จะระเบิดเขื่อนปากมูลทิ้ง ระบบนิเวศอย่างไรก็ไม่กลับมาเพราะมีการระเบิดแก่งลึกมาก ตอนนี้ตรงสันเขื่อนเกาะแก่งหายไปหมด
ข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าโครงการสร้างเขื่อนของรัฐ ทำให้สูญเสียทั้งพันธุ์ปลา ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยทำอาชีพหาปลาหล่อเลี้ยงชุมชน เมื่อปลาไม่มีลูกหลานก็ต้องเข้าเมืองหาอาชีพใหม่
ทุกคนฝัน ฉันเองก็วาดฝันไว้ อย่างน้อยๆ เรามีที่ดินทำกินเพราะเรียกร้องคนละ 15 ไร่ เปลี่ยนอาชีพประมงมาทำเกษตรกรรม ปลูกพืชหมุนเวียน ลูกหลานที่ไปอยู่กรุงเทพฯ กลับมาก็ได้ใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ เพราะกรุงเทพฯค่าครองชีพสูง จะส่งเงินกลับมาก็ยาก นี่คือผลพวงไปหมดของการสร้างเขื่อน – พวงพยอม กล่าว
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 68 กลุ่มสมัชชาคนจน ยื่นหนังสือถึงร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีปัญหานัดหมายรวมตัวบริเวณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อยืนหนังสือถึงตัวแทนรัฐบาล โดยมีกรณีปัญหา อาทิ ตัวแทนจากกรณีปัญหาที่ดิน กรณีผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนปากมูล เขื่อนราษีไศล กรณีผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตพื้นที่ป่าไม้ กรณีปัญหาแรงงาน เป็นต้น โดยร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “ขอให้ไว้วางใจตนอันไหนทำได้จะทำให้อย่างเร็วที่สุดเพื่อพ่อแม่พี่น้องคนจน”
สิงห์คาร เรือนหอมและยุพา จ่อแพ ตัวแทนโครงการผันน้ำยวม-สาละวิน
สิงห์คาร เรือนหอม ตัวแทนชุมชนบ้านแม่เงา อำเภอสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นต้นอุโมงค์ของการผันน้ำ และยุพา จ่อแพ ตัวแทนจากชุมชนบ้านแม่งูด อำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ ที่อยู่ปลายอุโมงค์ของการผันน้ำ สองหมู่บ้านที่กำลังเผชิญกับโครงการขนาดใหญ่ของรัฐคือโครงการผันน้ำยวม-สาละวิน ถึงแม้โครงการนี้จะไม่ได้สร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน แต่จะมีการผันน้ำจากแม่น้ำสาขาของแม่น้ำสาละวินเข้าเขื่อนภูมิพล

อยากให้พี่น้องเห็นว่าแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสาละวินเป็นพี่น้อง แม่น้ำโขงถือเป็นพี่ที่ถูกรังแก แม่น้ำสาละวินกำลังจะจ่อที่จะถูกย่ำยี แต่ดีที่เรายังมีพวกพ้องซึ่งจะเกิดโครงการอันใหญ่เรียกว่า โครงการอุโมงค์ผันน้ำยวม จากสาละวินเข้ามาสู่เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก โดยใช้งบประมาณอย่างต่ำกว่าแสนล้านบาท – สิงห์คาร กล่าว
สิงห์คาร อธิบายว่า แม่น้ำโขงเป็นบทเรียนชีวิตของแม่น้ำสาละวิน ถ้าดูภูมิศาสตร์แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวินเป็นพี่น้องกัน ซึ่งแม่น้ำโขงออกจากขุนเขาทิเบตไหลผ่านจีน ลาว ไทย เวียดนาม และเขมร แม่น้ำสาละวินไหลจากเขาทิเบตเหมือนกัน แต่ระหว่างแม่น้ำ 2 สาย ซึ่งทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำสาละวินยังบริสุทธิ์อยู่แต่จะคงไว้ได้อีกนานแค่ไหนไม่ได้ขึ้นอยู่กับไทยอย่างเดียว เพราะแม่น้ำโขงตอนนี้เทียบได้ว่า 50% ตอนนี้ถูกทำลายหมดแล้ว เหลือแม่น้ำสาละวินที่ยังบริสุทธิ์อยู่ 80-90%
ระหว่างแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นที่ต้องการของคนที่มีอันจะกินในการกอบโกยผลประโยชน์ เอื้อต่อพี่น้องตนเองหรือมวลชนที่เรียกว่าชั้นผู้มีอันจะกิน ส่วนพี่น้องกลับถูกตีตราเป็นวาทกรรมกลุ่มคนรากหญ้า พี่น้องเปราะบางต่างๆ ส่วนพี่น้องสาละวินยิ่งกว่าในนามของกลุ่มชาติพันธุ์ลุ่มน้ำสาละวิน เป็นกลุ่มชนเผ่ากะเหรี่ยงต่างๆ ไปอยู่ตรงนั้นไม่ได้มีแบ่งเขตแดนว่าเป็นประเทศไทยหรือพม่า
จนกระทั่งมีการขีดเขตแดน ผมถูกแบ่งให้อยู่ฝั่งประเทศไทย แต่อีกหลายคนที่แบ่งให้อยู่ฝั่งพม่าไม่สามารถมีปากมีเสียง สิ่งเหล่านี้ผู้บริหารประเทศมองว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นคนกลุ่มเสียงน้อยต้องพัฒนาให้ดี ซึ่งดีที่ว่าไม่ได้นึกถึงคนในพื้นที่ นึกถึงการพัฒนาที่ให้ความเจริญไปเหยียบย่ำความบริสุทธิ์

บ้านแม่งูด อำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ เกิดขึ้นมา 100 กว่าปีแล้วก่อนที่เขื่อนภูมิพลจะสร้าง ซึ่งตอนนั้นเรามีที่นาทำกิน แต่หลังจากสร้างเขื่อนภูมิพลแล้วน้ำหนุนในปี 2508 แต่ละบ้านต้องกระจัดกระจายย้ายออกไป
อีกฝั่งของพื้นที่ปลายอุโมงค์ของโครงการ ยุพา เล่าถึงระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชนบ้านแม่งูด ปัจจุบันชาวบ้านได้รับผลกระทบจากน้ำหนุนเมื่อเขื่อนภูมิพลปิดการระบายน้ำในช่วงฤดูฝน ด้วยความที่เป็นชาวกะเหรี่ยง ความเชื่อต่างๆ ของแต่ละชุมชนก็จะไม่เหมือนกัน เพราะหน้าหมู่บ้านจะเป็นป่าช้าผู้ใหญ่ ด้านข้างเป็นป่าช้าเด็ก พอน้ำหนุนที่ไร่นาหายไปหมด บรรพบุรุษตอนนั้นจะทำไร่ขึ้นดอยที่สูง ถางป่าถางดอยเพื่อทำไร่เลี้ยงลูกหลาน หลังจากนั้นประมาณ 20 ปี จะมีพืชเศรษฐกิจเข้ามาคือปลูกลำไย ตอนนี้ลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจของบ้านแม่งูดเกือบ 100% ปีนี้ราคาลำไยตกต่ำมาก แต่ยังไงก็ต้องทำเพราะเป็นอาชีพต้องเลี้ยงลูก
ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าโครงการผันน้ำดีหรือไม่ แต่จะมีคนกลุ่มหนึ่งแอบเข้ามาเอาใบรับฟังความคิดเห็นโดยให้ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข)ให้เอามาให้คนเฒ่าคนแก่ที่ฟังอ่านภาษาไทยไม่ได้เซ็นเอกสาร แล้วก็เข้ามาอีกหลายรูปแบบ หลังจากนั้นมีศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์เข้ามาช่วยหาผู้นำและชาวบ้านลงไปสำรวจเก็บข้อมูล ชาวบ้านเริ่มตื่นตัวและรู้ว่าคืออะไรและคัดค้านไม่เอา เพราะมันไม่คุ้ม และการสำรวจของเขาไม่โอเคไม่บอกว่าร่องน้ำที่จะทำคือยังไง – ยุพา กล่าว
สิงห์คาร กล่าวต่อ งบประมาณจะมากแค่ไหนไม่สำคัญแต่สำคัญที่ว่าจะถูกทำลายมหาศาล ทั้งแผ่นดิน แม่น้ำและทรัพยากรในน้ำซึ่งบริสุทธิ์ยังมีกุ้ง หอย ปู และปลาอยู่ครบถ้วนก็จะถูกเปลี่ยนแปลงไปเหมือนกับแม่น้ำโขง แผ่นดินที่สมบูรณ์ก็จะถูกเจาะเป็นอุโมงค์กว้าง 8 เมตรตามโครงการ เจาะผ่านภูเขาเส้นทางตั้งแต่แม่น้ำเมยที่จะไหลลงไปสู่แม่น้ำสาละวิน มี 10 กว่าหมู่บ้าน ต้องขุด เจาะ ความเสียหายมากมาย แต่การทำวิจัยของโครงการไม่เคยพูดถึง การทำ EIA ก็ไม่พูดถึง ชาวบ้านตอนแรกไม่รู้เรื่องพอรู้อีกทีการศึกษา EIA ผ่านแล้ว
นอกจากนี้ มีการติดต่อทำงานร่วมกับศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าจะทำอย่างไร มีทำวิจัยกระบวนการ EIA เทียบกับ EIA ฉบับของภาครัฐกรมชลประทานโดยในนามการศึกษาของกลุ่มวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่ลุ่มน้ำเงา-ยวม-สาละวิน
ลองทำเป็นโมเดล 2 หมู่บ้าน EIA ของกรมชลประทานที่ผ่านเป็นฉบับที่ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง แม้กระทั่งรายได้ หอย ปู ปลา อ้างเอาเอง เอาชื่อปลาของแม่น้ำโขงไปใส่ในแม่น้ำสาละวินบ้าง ชาวบ้านดูแล้วมันไม่ใช่ ผมเคยพูดในเวทีที่กรุงเทพฯ เขาจับหมามาแล้วเขียนคำว่าหมู่ เป็นต้น – สิงห์คาร กล่าว

แผนที่แนวเขตโครงการอุโมงค์ผันน้ำยวม-สาละวิน โครงการดังกล่าวจะผันน้ำจากแม่น้ำสาขาของแม่น้ำสาละวินเพื่อเติมน้ำให้กับเขื่อนภูมิพล
สิงห์คาร กล่าวต่อ ระบบนิเวศต่างๆ ที่แม่น้ำสาละวิน ธรรมชาติสร้างไว้ทุกอย่าง ไม่ต้องกลัวฝั่งตลิ่งพัง ปลาก็มีบ้านอยู่ แต่เมื่อเกิดโครงการขึ้นมาคือทำลายทั้งหมด แล้วฝั่งพี่น้องชาติพันธุ์ก็จะไม่มีที่อยู่ถูกต้องตามกฎหมาย บางทีถูกจับไล่เพราะริมรั้วบ้านเป็นเขตของป่าสงวน เขตอุทยานฯ เป็นต้น ชาวบ้านจำเป็นต้องลุกขึ้นมาเพื่อที่อยู่อาศัย แม่น้ำโขงจะเป็นบทเรียนอย่างดีให้รัฐบาลทำมาแล้วกว่า 30 ปี ควรจะศึกษาว่าทำแล้วได้อะไร
แม้กระทั้งน้ำปิงที่มีเขื่อนเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันมีไม่ถึง 50% และแก้ปัญหาโดยเอาของคนอื่นมา แก้โดยการถมสิ่งเก่า รื้อสิ่งใหม่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ การวิจัยใหญ่ๆ เมื่อมาไม่ถึงชาวบ้าน ความถูกต้องจะเกิดขึ้นได้อย่างไร – สิงห์คาร กล่าว
ประสบการณ์ของชุมชนลุ่มน้ำโขง-ยวม-สาละวิน คือภาพสะท้อนของการพัฒนาที่มีช่องว่างระหว่างกลุ่มคนที่มีอำนาจคือรัฐกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยมักให้เหตุผลเพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงพลังงานของประเทศ
แม้บทเรียนเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาแล้วหลายสิบปี แต่ปัจจุบันยังคงเห็นโครงกรลักษณะเดียวกำลังเกิดขึ้นอีกจากฝั่งโขงถึงสาละวิน จากภาคเหนือถึงชายแดนใต้ โดยที่กระบวนการรับฟังประชาชนยังคงเป็นเพียงพิธีกรรมมากกว่าการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
รับชมเพิ่มเติมได้ที่
เรียบเรียง : อรกช สุขสวัสดิ์
อ้างอิง
- https://www.facebook.com/share/1Q9LuLvR6A/
- วิถีการดำรงชีพชาวกะเหรี่ยงชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนฯ




