ทุกครั้งที่ฤดูฝนเวียนมา ภาพของแม่น้ำมูลล้นตลิ่งและน้ำท่วมขังในจังหวัดอุบลราชธานีก็กลายเป็นความทรงจำที่ผู้คนในพื้นที่ไม่อาจลืมเลือน ประสบการณ์น้ำท่วมไม่ได้เป็นเพียง “ภัยธรรมชาติ” แต่สะท้อนถึงความเปราะบางของเมืองและชุมชนที่อยู่ริมสองฝั่งน้ำ สาเหตุของปัญหาไม่ได้เกิดจากฝนที่ตกหนักเพียงอย่างเดียว หากยังเชื่อมโยงกับการจัดการลุ่มน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดินเมืองขยายตัว การระบายน้ำ รวมถึงการสร้างสิ่งกีดขวางตามลำน้ำที่ทำให้ยากต่อการระบาย
เมื่อผลกระทบจากน้ำท่วมรุนแรงขึ้นทั้งต่อชีวิต เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของชาวบ้าน จึงถึงเวลาที่ต้องมองหาคำตอบใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่จะช่วยให้อุบลสามารถอยู่กับน้ำได้อย่างยั่งยืน

คุยกับ ศิระศักดิ์ คชสวัสดิ์ หรือ โต ปัจจุบันทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ในโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาความยากจนจังหวัดอุบลฯ เป็นโครงการวิจัยที่อยู่ภายใต้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเป็นอาสาสมัครของเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง เครือข่ายจับตาน้ำท่วมอุบลฯ และเขื่อนแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นการร่วมตัวของนักกิจกรรม หรือคนที่ทำงานติดตามปัญหาน้ำท่วมในเมืองอุบลและเขื่อนในแม่น้ำโขง
อุบลฯ เมืองปลายน้ำของภาคอีสาน
จริงๆ คิดว่าปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากอุบลฯ เป็นเมืองปลายน้ำในภาคอีสาน ประมาณน่าจะ 2 ใน 3 ของภาคที่น้ำไหลมามาลงผ่านอุบลฯ ลงแม่น้ำมูลแล้วก็ไปลงแม่น้ำโขง ฉะนั้นด้วยสภาพพื้นที่แต่เดิมของอุบลฯ เป็นเหมือนกับพื้นที่รับน้ำ มีพื้นที่ที่คนอีสานเรียกว่า บุ่งทาม (เป็นระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่พบได้มากในแถบอีสาน โดยบุ่งหมายพื้นที่ลุ่มน้ำ และทามหมายถึงที่ราบน้ำท่วมถึง เป็นพื้นที่ป่าที่สามารถช่วยชะลอน้ำได้แต่ตอนนี้เหลือน้อยลง) ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ อยู่ในแถวเมือง แถวตำบลหนองกินเพล ทั้งอำเภอวารินชำราบ อำเภอเมืองอุบลฯ ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำในหน้าฝน

ในภาคอีสานมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ทำให้ยากต่อการระบายน้ำเมื่อเวลาช่วงที่ฝนตกหนัก ตัวที่ตั้งของจังหวัดอุบลฯ เองก็อยู่ในจุดหลักในการรับน้ำมาจากภาคอีสานตอนบนและล่าง โดยเฉพาะจากจังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่รวมแม่น้ำสายหลักจากแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี
นอกจากนี้แม่น้ำมูลปกติที่เห็นมีระยะทางประมาณ 500 เมตร ในช่วงหน้าฝนน้ำหลากแม่น้ำมูลจะมีความกว้างถึง 2 กิโลเมตร ซึ่งไหลผ่านสภาพพื้นที่ต่างๆ ที่ค่อยๆ ถูกเปลี่ยนไป ทั้งการมีคนเข้าไปอยู่อาศัย มีการเปลี่ยนเป็นพื้นที่ธุรกิจ หรือแม้แต่เรื่องของการก่อสร้างถนนที่ไปขวางทางน้ำ และเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมที่ควรจะเป็นเรื่องปกติของพื้นที่ กลายเป็นเรื่องที่รุนแรงจนวิกฤตมากขึ้นในสมัยปัจจุบัน

ทั้ง 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนท่าบ้งมั่ง ชุมชนหาดสวนสุข และชุมชนเกตุแก้ว ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลวารินชําราบ และ ชุมชนเทศบาลวัดบูรพา 2 ซึ่งอยู่ในเขตอําเภอเมืองอุบลราชธานี เป็นชุมชนเมืองทั้งหมดและเป็นชุมชนแรกๆที่ประสบปัญหาน้ำท่วมก่อนชุมชนอื่นๆ
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานภาครัฐที่เน้นเรื่องของการสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่เช่นเรื่องเขื่อน ไม่ใช่เฉพาะแต่ในน้ำโขง เขื่อนปากมูลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนหรือเขื่อนตามโครงการโขงชีมูลอื่นๆ ทั้งเขื่อนราษีไศล เขื่อนหัวนา เป็นตัวเร่งที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมมันเกิดวิกฤติมากขึ้น
ช่วงหลังมีการพูดถึงเรื่องปัจจัยของสภาพภูมิอากาศที่มันเปลี่ยนแปลง กลายเป็นเรื่องที่ทับถมกันเข้ามาแล้วก็เมืองอุบลฯ ซึ่งเป็นเมืองปลายน้ำน่าจะได้รับวิกฤตมากขึ้นอีก ยิ่งถ้ามีเขื่อนที่สร้างในแม่น้ำโขงแล้วก็กั้นทางเดินของน้ำ
“ในฐานะที่ผมเป็น เป็นคนอุบลฯ คนหนึ่งที่ถึงแม้จะมาอยู่ตอนหลัง ก็เห็นว่ามันอาจจะเป็นวิกฤต ท่ามกลางวิกฤตซ้อนเข้ามาอีกทีหนึ่งที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมของเมืองอุบลฯ ไม่รู้จะไปหาทางออกแบบไหน คงมีทางไปแต่ว่ามันจะจมอยู่ที่นี่นานสักเท่าไหร่ ถ้าเกิดมีเขื่อนพูงอยเพิ่มขึ้นมา หรือว่าสถานการณ์ยังไม่มีการบริหารจัดการที่ดีซึ่งจะทำให้น้ำท่วมในเมืองอุบลฯ ที่เราเคยเห็นภาพเมื่อ ปี 62 ปี 65 ท่วมนาน 2-3 เดือน มันจะขยายเพิ่มขึ้นไปสักเท่าไหร่” ศิระศักดิ์ กล่าว
กว่า 50 ปี ที่คนอุบลต้องเจอน้ำท่วม
จังหวัดอุบลราชธานี มีลักษณะพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ จึงเป็นที่รองรับน้ำหลากหรือมาจากหลายพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ไหลมากับแม่น้ำสายหลักที่ไหลเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานี คือ แม่น้ำมูล และแม่น้ำชี ซึ่งแม่น้ำชีจะไหลมารวมกับแม่น้ำมูลก่อนเข้าสู่ตัวเมืองอุบลราชธานี และยังมีลําน้ำสายอื่นๆ ไหลมาสมทบกับแม่น้ำทั้งสองอีกหลายสาย ทําให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำทั้งสองสายนั้นมีเป็นจํานวนมากในช่วงฤดูน้ำหลากในทุกๆ ปี และส่งผลทําให้เกิดอุทกภัยทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอําเภอเมือง และ อําเภอวารินชําราบ
จากงานวิจัยของโดยรองศาสตราจารย์ ดร. กนกวรรณ มะโนรมย์ และคณะ ระบุว่า เมื่อนับย้อนไป 50 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2556) จังหวัดอุบลราชธานีประสบอุทกภัยจํานวน 24 ครั้ง ในจํานวนนั้นเป็นอุทกภัยใหญ่ 10 ครั้ง และถึงขั้นรุนแรงมาก 5 ครั้ง คือ ในปี พ.ศ. 2481 2493 2521 2545 และ 2554
เมื่อนับเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ที่ผู้คนชาวอุบลราชธานีเห็นว่าทําให้เกิดความเสียหายหนัก ตั้งแต่ปี 2562 มีอย่างน้อย 4 ครั้ง คือในปี 2481 2521 2545 และ 2562
- พ.ศ. 2521 น้ําท่วมใหญ่อุบลในปี พ.ศ. 2521 เกิดจากพายุ 2 ลูก คือ เบส และ คิท พาดผ่าน 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นปีที่น้ำท่วมหนักที่สุด โดยสถานีวัดน้ํา M7 สะพานเสรีประชาธิปไตย วัดระดับน้ำสูงกว่า 12 เมตร ส่งผลให้หลายพื้นที่ใน อ.วารินชําราบ และตัวเมืองอุบลราชธานี มีน้ำท่วมสูงมา ในครั้งนั้นน้ำไหลท่วมเข้ามาถึง “ใจกลางเมือง” บริเวณถนนสรรพสิทธิ์หน้าโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ทําให้ชาวบ้านสัญจรด้วยการพายเรือ
- พ.ศ. 2545 น้ําท่วม เกิดจาก พายุดีเปรสชั่นบริเวณทะเลจีนใต้ได้ทวีกําลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “หว่องฟง” จากประเทศจีน ทําให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำในแม่น้ำมูลเอ่อล้นตลิ่งไหลท่วมครอบคลุมพื้นที่ 18 อําเภอ 5 กิ่งอําเภอ รวม 33 ตําบล 49 หมู่บ้าน มูลค่าความเสียหายประมาณ 1,893,180,000 บาท
- พ.ศ. 2562 น้ำท่วม 25 อำเภอ ประชาชนได้รับผลกระทบ 42,383 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย จํานวน 639,556 ไร่
- พ.ศ. 2565 น้ำท่วมใหญ่ใน จ.อุบลราชธานี โดยเฉพาะในเขต อ.เมือง และ อ.วารินชำราบ เกิดผลกระทบรุนแรงที่สุดในรอบ 43 ปี และท่วมสูงกว่าเมื่อปี 2562 พื้นที่เกษตรถูกน้ำท่วมเป็นวงกว้างครอบคลุม 19 อำเภอ และบ้านเรือนประชาชนจมน้ำอีก 9 อำเภอ
- พ.ศ. 2566 ประเทศไทยมีพื้นที่ถูกน้ำท่วมประมาณ 4.74 ล้านไร่ กระจายตัวอยู่ในทุกภาคของประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมประมาณ 1.72 ล้านไร่

GISTDA เผยภาพถ่ายจากดาวเทียม Thaichote วันที่ 12 ตุลาคม 2565 แสดงให้เห็นถึงพื้นที่น้ำท่วมขัง (สีเขียว) ใน 3 อำเภอของจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ 1) อ.เมืองอุบลราชธานี เป็นบริเวณที่ใกล้จุดบรรจบกันของแม่น้ำชีที่ไหลมารวมกับแม่น้ำมูล 2) พื้นที่บางส่วนใน อ.วารินชำราบ และ 3) อ.สำโรง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปริมาณน้ำในแม่น้ำมูลที่มีระดับเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ลำน้ำสาขาได้รับผลกระทบ และทำให้พื้นที่โดยรอบมีน้ำท่วมขัง
ศิระศักดิ์เล่าถึงการทำงานของเครือข่ายถึงการใช้ข้อมูลระดับน้ำ เพื่อนำไปศึกษาผลกระทบและแนวทางการช่วยเหลือชุมชนช่วงน้ำท่วม มีการพยายามใช้องค์ความรู้ ข้อมูลที่มีภายใต้ข้อจำกัดทั้งเรื่องงบประมาณในการดูแลอาสาสมัคร โดยเริ่มต้นจากการดูระดับน้ำที่มีการเก็บข้อมูลไว้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือแม้แต่กรมชลประทาน ซึ่งจะมีการเก็บเอาระดับน้ำในเมืองเป็นจุดๆ อย่างเช่นในแม่น้ำมูลก็จะมีที่ชาวบ้านอุบลคุ้นเคยคือ M7 หรือ สะพานเสรีประชาธิปไตย และจุดวัดน้ำต่างๆ ตามริมแม่น้ำโขง และเขื่อนปากมูล

สถานีโทรมาตรเขื่อนปากมูล (รายวัน) ทั้งหมด 7 จุด ได้แก่ วัดท่ากกแห่ สะพานเสรีประชาธิปไตย วัดปากโดม แก่งสะพือ บ้านคันไร่ ห้วยสะคาม และเขื่อนปากมูล ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)
ยกตัวอย่าง ปกติเวลาน้ำท่วมในเมืองอุบลฯ สถานการณ์จะหนักหรือไม่หนักขึ้นอยู่กับ ระดับน้ำในแม่น้ำโขงด้วยซึ่งสัมพันธ์กับแม่น้ำมูล ถ้าปีไหนที่น้ำมูลสูงแล้วน้ำโขงสูงด้วย โอกาสที่จะเกิดวิกฤตแบบยาวๆ ก็เป็นไปได้มาก แต่ปีไหนที่น้ำโขงต่ำถึงแม้แม่น้ำมูลจะสูงการระบายน้ำมันก็จะง่ายขึ้น ก็ใช้ข้อมูลเหล่านี้มาเป็นฐานในการศึกษาวิเคราะห์ว่ามันอาจจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งก็ทำได้แค่ส่วนหนึ่งแต่ไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมด
ตารางเปรียบเทียบสาเหตุ ปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมระหว่างปี 2562, 2565 และ 2566
| ปี | ปริมาณฝน | พายุ/มรสุม | ระดับน้ำโขง | การบริหารจัดการน้ำ | ผลกระทบ |
| 2562 | มากกว่าค่าเฉลี่ย (จากพายุโพดุล + คาจิกิ) | พายุเข้าอีสานโดยตรง 2 ลูก | สูง ทำให้เกิด “น้ำหนุน” | เขื่อนระบายน้ำไม่ทัน | น้ำท่วมใหญ่ในตัวเมืองอุบลฯ |
| 2565 | มากกว่าค่าเฉลี่ย (ฝนตกชุกต่อเนื่อง) | พายุโนรูเข้าอีสานโดยตรง | สูง น้ำโขงไหลลงช้า | การพร่องน้ำยังมีข้อจำกัด | น้ำท่วมหลายอำเภอ หลายพื้นที่ในเมือง |
| 2566 | น้อยกว่าค่าเฉลี่ย (เอลนีโญเริ่มชัด) | พายุน้อย ไม่ผ่านอีสานตรง ๆ | ต่ำกว่าปกติ ระบายได้คล่อง | เขื่อน/คันกั้นน้ำจัดการได้ดี | ไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่ |
บทเรียนจากเขื่อนปากมูล
แม่น้ำมูลถูกปิดกั้นมานานตั้งแต่ปี 2537 ด้วยการสร้างเขื่อนปากมูล เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า อีกทั้งยังทำให้แก่งสะพือซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญจมอยู่ใต้น้ำ และถูกกำหนดด้วยการเปิด-ปิด ประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล มานานกว่า 30 ปี
ศิระศักดิ์เล่าย้อนกลับไปในความเห็นว่า เขื่อนปากมูลเป็นสาเหตุของการเกิดน้ำท่วมในอุบลฯ
ถ้าดูน้ำท่วมในอุบล น้ำท่วมใหญ่ที่รับทราบกันมาเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่มีข้อมูลคือ ประมาณปี 2481 แล้วถัดมาก็ทิ้งช่วงมาหลายปีเลยเกือบจะ 20 กว่าปี ปี 2521 หลังจากนั้นก็มาปี 2545 เพิ่งเริ่มมีการเปิดเขื่อน ไม่แน่ใจว่าช่วงนั้นยังอยู่ในช่วงที่แบบมีการทดลองเปิดหรือไม่ แต่ว่าเป็นปีแรกที่น้ำท่วมใหญ่หลังจากเปิดเขื่อนปากมูล แล้วก็สถานการณ์หลังจากนั้น น้ำมีแนวโน้มว่าจะท่วมถี่ขึ้น

เขื่อนปากมูล มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตไฟฟ้าเข้าระบบในช่วงเวลาการใช้ไฟสูงสุด (เขื่อนสำรองไฟฟ้า) เริ่มทำการก่อสร้างในปี 2534 และเปิดใช้งานในปี 2537 โดยเขื่อนปากมูลได้สร้างกั้นแม่น้ำมูลบริเวณบ้านหัวเห่ว ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี จากการอนุมัติโครงการในปี 2533 ในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างเขื่อนปากมูล
จากบทความ ‘รื้อเขื่อนปากมูล ฟื้นฟูแม่น้ำมูน แก้วิกฤตน้ำท่วมอุบลราชธานีซ้ำซาก’ โดย กฤษกร ศิลารักษ์ อธิบายถึงลักษณะของเขื่อนปากมูลไว้ว่า ตัวเขื่อนตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานี 82 กิโลเมตร และห่างจากแม่น้ำโขง 6 กิโลเมตร และด้วยโครงสร้างของตัวเขื่อนปากมูล ที่ปิดลำน้ำที่มีความกว้าง จาก 300 เมตร เหลือเพียง 180 เมตร (น้ำสามารถไหลผ่านได้ในช่องประตูเขื่อนเพียง 8 บานประตู ขณะที่อีก 120 เมตร ถูกแนวสันเขื่อนปิดกั้นไว้ ยิ่งหากเป็นในฤดูน้ำหลากพื้นที่ริมตลิ่งอีกกว่า 100 เมตร ซึ่งน้ำสามารถไหลผ่านได้ โดยรวมทางที่น้ำควรจะไหลผ่านได้ประมาณ 400 เมตร แต่ถูกปิดกั้นไว้เหลือเพียงแค่ 180 เมตร เขื่อนปากมูล จึงเป็นสาเหตุหลักที่ขวางกั้นการระบายน้ำ
“หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ผมคิดว่าเขื่อนปากมูลก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอุบลฯ วิกฤตมากขึ้น เพราะการระบายน้ำทำได้ยาก บางคนก็บอกว่าทำไมไม่เอาแก่งสะพือที่ขวางทางน้ำออก แต่ว่าถ้าแก่งสะพรือออกไปก็ยังมีเขื่อนปากมูลอยู่เหมือนเดิม เขื่อนปากมูลเป็นปราการใหญ่มากที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดอุบลฯ เป็นปัญหาวิกฤต ปีที่ผ่านมาพอมีการเปิดเขื่อนปากมูลที่ท่วงทันกับสถานการณ์คือไม่ต้องรอให้น้ำมา การระบายน้ำมันก็เป็นไปได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่น้ำท่วม มีบางพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น แถวห้วยม่วงก็ต้องอพยพ” – ศิระศักดิ์ กล่าว
เกณฑ์การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลมี 2 ส่วนหลักๆ คือ การเปิดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเปิดเพื่อให้ปลาขึ้นวางไข่ สำหรับการท่องเที่ยว จะพิจารณาจากระดับน้ำที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวแก่งสะพือ ส่วนการเปิดเพื่อให้ปลาวางไข่ จะพิจารณาจากอัตราการไหลของน้ำที่สถานีวัดน้ำ M7 หรือระดับน้ำที่ห้วยสะคาม ทั้งนี้เกณฑ์การเปิด-ปิดน้ำอาจมีการปรับเปลี่ยนตามมติของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำเขื่อนปากมูล
ในปี 2566 คณะกรรมการบริหารจัดการเขื่อนปากมูลมีมติ เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเปิดการท่องเที่ยว”แก่งสะพือ” อำเภอพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้การจัดงานครั้งนี้ ตลอดทั้ง 30 วันมีเงินสะพัดในพื้นที่อำเภอพิบูลมังสาหารมากกว่า 290 ล้านบาท

ภาพ : เทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร
การจัดการที่เป็นระบบเท่าทัน จะช่วยลดความเสียหายได้
“พูดเรื่องขนย้ายจะทำได้ง่ายขึ้นพวกรัฐต้องเข้ามาสนับสนุน หรือแพลอยน้ำที่ม.อุบลฯ พยายามทำหรือชุมชนทำอยู่แล้ว ทำอย่างไรให้แพแบบนี้มันเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ หรือสนับสนุนให้เกิดการปรับที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับพื้นที่ที่น้ำท่วม”- ศิระศักดิ์ กล่าว
ทางโครงการเองก็คิดโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้คนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม อย่างน้อยที่สุดมีทางออกหรือทางเลือกอื่น สามารถรับมือกับน้ำท่วมที่มันเกิดขึ้นเป็นประจำได้ดีขึ้น ทำยังไงให้ชุมชนรู้ข้อมูลที่เท่าทันหรือข้อมูลที่เป็นจริง ว่าสถานการณ์แบบไหนควรจะอพยพ หรือว่าการอพยพควรจะจัดการยังไง มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะช่วยลดการสูญเสีย เพราะเวลาน้ำท่วมครั้งนึง มันไม่ได้ท่วมแค่บ้าน มันท่วมทรัพย์สินด้วย
“ยกตัวอย่างเช่น ปี 62 ซึ่งน้ำท่วมหนักปี เป็นปีที่ที่น้ำมาเร็ว เกิดความสูญเสียกับทรัพย์สินค่อนข้างเยอะ พอมาปี 65 การสื่อสารคือ ชาวบ้านได้บทเรียนจากปี 62 แล้วแต่ข้อมูลการสื่อสารที่มันไม่ชัดเจนก็ทำให้ผลกระทบที่มันควรจะลดลงก็ไม่ได้ลดลง ”- ศิระศักดิ์ กล่าว
อีกตัวอย่าง มีข้อมูลจากทางราชการบอกว่า น้ำจะท่วมไม่เกินปี 62 ชาวบ้านก็ขนของไปแขวนไว้ในระดับที่เขาคิดว่าจะไม่ถึง แต่พอสถานการณ์จริงน้ำสูงกว่าที่ได้รับแจ้ง หรือภายใต้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจนก็ทำให้การจัดการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากน้ำท่วมผิดพลาดได้ โครงการก็พยายามที่จะทำทางเลือกอื่นๆ ที่จะช่วยลดความเสียหาย เช่น ทำเรื่องแพต้นแบบลอยน้ำที่อย่างน้อยสุดช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนย้าย เพราะน้ำท่วมแต่ละครั้งม ถ้าเกิดชุมชนต้องอพยพไปไกล จะมีค่าใช้จ่ายในการขนย้าย ทั้งไปและกลับ นอกจากนี้ ก็พยายามหาทางเลือกที่เป็นการสร้างรายได้ เช่น ไปส่งเสริมเรื่องของการทำผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือไปให้ความรู้รื่องการทำผลิตภัณฑ์บางอย่างตามความถนัด เพื่อที่จะนำมาสู่การสร้างรายได้

ทำแพฉุกเฉินโดยช่างชุมชนและการฝึกนายท้ายเรือ
เรื่องของการสื่อสารซึ่งคิดว่าสำคัญมาก ช่วงที่ผ่านมามีการพูดคุยถึงเรื่องของการจัดทำแผนเตรียมพร้อมเวลาน้ำท่วม ทำแผนที่อพยพ ถ้าเกิดน้ำท่วมควรอพยพไปที่ไหนจะต้องไปติดต่อหน่วยงานไหนบ้าง มีอะไรที่จะต้องเตรียมเพื่อที่เวลาเกิดน้ำท่วมได้มีความพร้อมที่ย้าย หาคนมาช่วยได้ทันเวลา
“คือจริงๆ ชุมชนก็รู้ เพราะเขาอพยพเกือบทุกปีอยู่แล้ว ถามว่าปี 62 ทำไมมันกระทบเยอะ เพราะทิ้งช่วงห่างตั้งแต่ปี 54 ที่น้ำท่วมใหญ่แล้วก็มาเป็น 62 ประมาณ 8 ปีคนก็บางคนก็ลืม แต่ว่าต้องยอมรับว่าปี 62 น้ำมาเร็ว การซักซ้อมทำความเข้าใจ ก่อนที่จะเกิดเหตุก็เป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับช่วงที่เผชิญเหตุที่จะช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้”- ศิระศักดิ์ กล่าว
แผนรับมือน้ำท่วมเป็นไปตามกรอบของพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ มีสำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน การจัดการแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- ก่อนเกิดเหตุ กำหนดมาตรเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ หาทางป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วมซึ่งอาจเกิดตามมา
- ระหว่างเกิดเหตุ แจ้งเตือนภัยช่วยอพยพและหลบภัยอย่างมีประสิทธิภาพและทันเหตุการณ์ ดูแลผู้บาดเจ็บ ช่วยชีวิตและค้นหาผู้ที่สูญหาย อำนวยการและประสานงานเพื่อรับมือจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
- หลังเกิดเหตุ แบ่งออกเป็นระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้นคือ การช่วยเหลือเบื้องต้นเช่นจัดหาปัจจัยสี่
ที่พักชั่วคราว กรณีที่บ้านพักได้รับความเสียหาย ยังไม่สามารถกลับเข้าอาศัยได้ ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่สำคัญ ส่วนระยะยาวคือฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับสู่สภาพดังเดิมและเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย การงานอาชีพ สภาพกายภาพของพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคทุกชนิด
“อีกอันที่คิดว่าภาครัฐทำได้เลยคือ การแก้กฎหมาย ที่เป็นข้อจำกัดในการทำงานของหน่วยงานกับคนในพื้นที่ที่ประสบภัย เช่นเรื่องการประกาศเขตภัยพิบัติ ระดับภัยที่สัมพันธ์กับพื้นที่ ตัวอย่างสถานการณ์จริงบางพื้นที่ท่วมน้ำท่วมเบาไม่เท่ากันแต่ก้ได้รับผลกระทบเหมือนกัน” – ศิระศักดิ์ กล่าว
ศิระศักดิ์เสนอปิดท้ายว่า เชื่อว่าเรื่องพวกนี้มันอาจจะไม่ต้องเริ่มทำทันที แต่อาจจะต้องมีเริ่มคุยกันมากขึ้นเพื่อหาทางออกร่วมกัน แล้วทำให้คนในพื้นที่น้ำท่วม สามารถอยู่ในพื้นที่ด้วยความมั่นอกมั่นว่า ถึงแม้จะเป็นพื้นที่ช่วงเข่าสามารถอยู่ได้ด้วย มีคนเป็นห่วงเป็นใย มีคนดูแล มีทุกภาคส่วนพร้อมที่จะช่วยเหลือกันในวันนี้ แล้วก็เรื่องกลไกร่วมที่ไม่แข็งตัว ทำยังไงให้ภาคส่วนที่เป็นชาวบ้านที่ประสบปัญหาเข้าไปมีส่วนร่วมกับเวทีในรูปแบบคณะกรรมการระดับจังหวัดมากได้ขึ้น
“คิดว่าต้องอาศัยความเป็นข้าราชการที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เปิดโอกาสให้การเข้ามาทำงานกับคนที่ประสบภัยเป็นไปได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ทุกๆ ครั้งที่เกิดน้ำท่วมชุมชนก็ช่วยเหลือกันเอง ส่วนหนึ่งมีความสามารถในการที่จะพึ่งพาตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ภาครัฐสามารถเข้ามาเติมเต็มได้ เช่น งบประมาณสนับสนุนเรื่องเรื่องการฝึกอบรมคนขับเรือหรือค่าน้ำมันสำหรับอพยพที่จะช่วยชุมชนในพื้นที่ภัยพิบัติ” – ศิระศักดิ์ กล่าว
ชวนสำรวจร่างงบประมาณปี 69 อุบลราชธานีอันดับหนึ่งงบการจัดการน้ำท่วม
จากข้อมูลร่างงบประมาณปี 69 โดยทีม Rocket Media Lab สำรวจงบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำท่วมของกระทรวงมหาดไทย สามารถแบ่งเป็น 3 โครงการหลักๆ ได้แก่
- โครงการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน งบ 28,495,998,650 บาท ซึ่งเป็นไปได้ทั้งหมด ทั้งการก่อสร้างระบบระบายน้ำ ทางระบายน้ำ เขื่อนป้องกันตลิ่ง ฯลฯ เพียงแต่พื้นที่ในการก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ชุมชน โดยภาคกลางได้งบในส่วนนี้ไปมากที่สุด 9,702.24 ล้านบาท
- โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันการสูญเสียดินแดนของประเทศ งบ 15,221,854,100 บาท โดยงบก้อนนี้ส่วนใหญ่คือการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขงนั่นเอง ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้งบในส่วนนี้ไปมากที่สุด รวม 12,835.25 ล้านบาท
- โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศ งบ 69,470,707,267 บาท ซึ่งเป็นงบก้อนใหญ่ที่สุดในบรรดา 3 โครงการหลักที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำท่วมของกระทรวงมหาดไทย โดยเป็นการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริ่มแม่น้ำในแต่ละจังหวัดภายในประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้งบในส่วนนี้ไปมากที่สุด 24,775.01 ล้านบาท

ในขณะที่หากดูงบประมาณรวมจากทั้ง 3 โครงการจะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้งบที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำท่วมของกระทรวงมหาดไทยไปมากที่สุด 45,394.39 โดยจังหวัดที่ได้มากที่สุดคือ จังหวัดอุบลราชธานี
ยกตัวอย่างโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งในจังหวัดอุบลราชธานี ประจำปีงบฯ 69
- เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำมูล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ฯ ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลฯ ความยาวไม่น้อยกว่า 800 เมตร 1 แห่ง : 77,440,000 บาท
- เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำมูล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ฯ ต.นาแวง อ.เขมราฐ จ.อุบลฯ ความยาวไม่น้อยกว่า 485 เมตร 1 แห่ง : 69,360,000 บาท
- เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำมูล บ้านแก้งเกลี้ยง ถึง บ้านนาสาม ต.เขมราฐ อ.เขมราฐ จ.อุบลฯ ความยาวไม่น้อยกว่า 575 เมตร 1 แห่ง : 54,633,800 บาท
น้ำท่วมอุบลฯ เป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องมองใหม่ว่า การจัดการน้ำไม่อาจพึ่งพาเพียงเขื่อนหรือการตัดสินใจจากส่วนกลางเท่านั้น แต่ควรกลับมาออกแบบให้สอดคล้องกับภูมิประเทศที่เป็นแอ่งรับน้ำ และธรรมชาติของแม่น้ำที่ต้องการพื้นที่หายใจ
สิ่งที่ควรเกิดขึ้น คือการกระจายอำนาจการจัดการน้ำให้มีเสียงของชุมชนริมน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง การฟื้นฟูพื้นที่รับน้ำธรรมชาติที่ถูกลดทอนลงไป และการสร้างระบบข้อมูล–การสื่อสารที่โปร่งใสระหว่างรัฐกับประชาชน บทเรียนจากอุบลฯ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของน้ำท่วม แต่คือคำถามใหญ่ของสังคมไทยว่า เราจะสร้างระบบการจัดการน้ำที่ “เป็นธรรม” ต่อทุกคนได้อย่างไร
ติดตามต่อได้ใน เครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง
เรียบเรียง : อรกช สุขสวัสดิ์
อ้างอิง




